วันศุกร์, มกราคม 28, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTSวัดใจรีดภาษีหุ้น-คริปโทฯ “ของแสลง” หาเงินเข้ารัฐ
- Advertisment -spot_imgspot_img

วัดใจรีดภาษีหุ้น-คริปโทฯ “ของแสลง” หาเงินเข้ารัฐ

เรื่องราวของการจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น ในอัตรา 0.1% และจัดเก็บภาษีกำไร จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ “คริปโทเคอร์เรนซี่” กำลังกลายเป็นประเด็นที่กระแสสังคมจับตาผลสรุปที่ชัดเจน

ณ วันนี้ ขุนคลัง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ยืนยันชัดเจนให้ “เดินหน้า” ต่อไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบ คนที่ใช้ทรัพยากร คนที่มีรายได้ ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีให้กับรัฐ

ที่สำคัญ!! ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการขยายฐานภาษี เพื่อนำเงินที่จัดเก็บมาพัฒนาประเทศ มาสร้างความเจริญให้กับประเทศ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อประเทศเจริญ มีการพัฒนา ก็นำมาซึ่งรายได้ของประเทศ นำมาซึ่งรายได้ของคนไทย

cr / FB สถานีข่าวกระทรวงการคลัง

“ขุนคลัง” ยังสำทับอีกครั้งว่า ที่ผ่านมา มีข้อยกเว้นทางภาษีจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนในบางภาคบางส่วน แต่เมื่อการสนับสนุนมาระยะหนึ่ง และถึงเวลาที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว อะไรที่ยกเว้นไปแล้ว ก็ต้องลดลงไป

มีการประเมินกันว่า…การจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นในอัตรา 0.1% ครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลมีรายได้ประมาณ 21,300 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว ในช่วงที่รัฐมีค่าใช้จ่ายมากมาย แต่รายได้เข้ารัฐกลับเหือดหาย

โดยในช่วง 11 เดือน ของปี 2564 มูลค่าการซื้อขายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 95,344 ล้านบาท

ทั้งนี้ผู้ลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิรวม 73,581 ล้านบาท ขณะที่บรรดานักลงทุนในประเทศ มีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ กว่า 1.28 แสนล้านบาททีเดียว

โดย…เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ปรากฎว่า นักลงทุนในประเทศนี่แหล่ะ ที่มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า…ในเมื่อผลกำไรที่เคยได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สร้างความรวยให้กับตัวเองเป็นจำนวนมาก แถมจำนวนผู้เล่นหุ้นมีเป็นจำนวนมาก หรือกว่า 4.67 ล้านบัญชี การโยนตูมเข้ามาเช่นนี้…บรรดาเแมงเม่าก็ระดมเสียงคัดค้านกันเต็มที่

ถึงขนาดที่…ต้องออกล่ารายชื่อกันทีเดียว! เพื่อแสดงพลังแมงเม่าให้เห็น ว่า เดือดร้อนกันเพียงใด แถมยังส่งผลต่อภาพรวมด้วยอีกต่างหาก เพราะล่าสุด… มูลค่าของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นปี 64 มีกว่า 20 ล้านล้านบาท เข้าไปแล้ว

หากรัฐบาลยืนยันจะจัดเก็บภาษีในอัตรา 0.1% ของราคาขาย ก็เท่ากับว่าทำให้มูลค่าการขายหลักทรัพย์ หรือขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยลดน้อยลงไปกว่า 50% แน่ ๆ

ภากร ปีตธวัชชัย

ไม่เพียงแค่นักลงทุนที่ค้านหัวชนฝากันเต็มที่เท่านั้น…แม้แต่ผู้ดูแล อย่าง “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เอง ยังให้มุมมองไว้ว่า การจัดเก็บภาษี ต้องเป็นอัตราที่เหมาะสม ที่สำคัญต้องคำนึงถึงประเภทของการซื้อขายที่ควรถูกจัดเก็บด้วย รวมทั้งต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้ร่วมอุตสาหกรรมได้รับทราบ

ทั้งหมด…ก็เพื่อทำให้กระทบต่อระบบน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้!

ส่วนการเก็บ “ภาษีเงินไฮเทค” หรือ “คริปโทเคอร์เรนซี่” ที่ทำเอาบรรดาใครต่อใคร สะดุ้งกันไปทั่ว แถมยังเสียงดังฟังชัด ถึงขนาดที่ผู้นำประเทศอย่าง “บิ๊กตู่” ต้องส่งเสียง ต้องส่งสัญญาณมาถึงกระทรวงการคลัง ให้ทำความเข้าใจ อธิบายความต่อสังคมให้ชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บภาษีเป็นรายธุรกรรม แถมคิดเฉพาะธุรกรรมที่ได้กำไรเท่านั้น ตรงนี้แหล่ะที่สังคมมองว่า “ก็ได้เหรอ” ขาดทุนไม่นับ แต่กำไรจะเก็บภาษี ถือว่ายุติธรรมแล้วหรือ?

ตามข้อเท็จจริง ตามกฎหมายแล้ว ใครมีรายได้ ก็ต้องเสียภาษี ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การเรียกเก็บภาษีของรัฐ ก็ต้องเหมาะสม เป็นธรรมอย่างที่พูดด้วยเช่นกัน

ในเมื่อ “บิ๊กตู่” ยังส่งสัญญาณเตือนมาขนาดนี้แล้ว การ “ต้านลม” ด้วยกระต่ายขาเดียว ไม่อาจทำต่อไปได้แน่ การโอนอ่อนผ่อนปรน จึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะ การนำกำไรกับขาดทุน มาหักลบ กลบหนี้ หรือ “ออฟเซ็ท” ที่ขุนคลังเองต้องกลับไปพิจารณาอีกรอบ

รวมไปถึงวิธีการเก็บภาษี จะเก็บภาษีกำไรจากการขาย หรือ จะเก็บจากจำนวนธุรกรรม ที่คลังเองกำลัง “ชั่งใจ” ว่าควรกำหนดเป็นแนวทางใดที่เหมาะสมและมีผลกระทบน้อยที่สุด

หรือ!! แม้แต่…การยกเว้นภาษีคริปโทฯ สำหรับกรณีที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 2 แสนบาท

ทั้งหลายทั้งปวง คงต้องตามให้ติดกันต่อไป ว่าสุดท้ายแล้ว การตั้งคณะทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะทำให้แนวทางการเก็บภาษีทั้งกำไรจากการขายหุ้น และภาษีเงินไฮเทค ออกมาแตกต่างจากเดิมแค่ไหน?

……………………..

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

“บิ๊กตู่”จนตรอกการเมือง?

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img