วันจันทร์, สิงหาคม 15, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTSชาติมหาอำนาจเปิดศึก “เศรษฐกิจไทย”ช้ำไม่ช้ำ!
- Advertisment -spot_imgspot_img

ชาติมหาอำนาจเปิดศึก “เศรษฐกิจไทย”ช้ำไม่ช้ำ!

ทั่วโลกกำลังสั่นสะเทือนอีกครั้ง!! กับการแสดงแสนยานุภาพของจีนที่เปิดการ “ซ้อมรบครั้งใหญ่” รอบเกาะไต้หวัน เพื่อแสดงความไม่พอใจกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ “แนนซี โพโลซี” ที่เดินทางมาเยือนไต้หวัน เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา

เพราะเท่ากับว่า เป็นการเพิ่มดีกรีความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐฯ-จีน” ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก!!

ด้วยเหตุที่ว่า ทั้งโลกต่างรู้ดีกันอยู่แล้วว่า…ทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่ต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่ของแต่ละซีกโลก ต่างมีจุดยืน!! มีทางเดิน!! ที่เปรียบเสมือนทาง “คู่ขนาน”

ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 มหาอำนาจต่างเปิดศึกทำสงครามกันมาแล้ว ในรูปแบบของ “สงครามการค้า” ที่ก็ทำให้โลกสั่นสะเทือนไปไม่น้อย และต่างมีความคาดหวังว่ากำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน น่าจะผ่อนคลายลงไปกันบ้าง

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส วิเคราะห์ ว่า ในช่วงที่มีการประกาศกำแพงภาษี แต่ละรอบจะพบว่า ดัชนีหลักทรัพย์ หรือ Set Index จะปรับลดลงเฉลี่ย 7-10%

การเดินทางเยือนไต้หวันของ “แนนซี โพโลซี” ก็เป็นที่ชัดเจนว่า เป็นเหตุผลทางการเมือง จะด้วยการแสดงสัญญลักษณ์ หรือเพื่อยั่วยุ หรืออื่นใด ก็ตาม ก็ย่อมทำให้เกิดความเสี่ยง!!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงต่อประเทศไทย ที่ ณ เวลานี้ เปรียเสมือน “คนไข้” ที่ยังไม่สร่างไข้ดี ก็ต้อง “เสียวซ่าน” กันอีกครั้ง ทั้งในแง่เชิงการเมือง และเชิงเศรษฐกิจ

อย่าลืมว่า… ณ เวลานี้ เศรษฐกิจไทยยังไม่พ้นปากเหว แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยอาจผงกหัวได้บ้าง แต่ในแง่ของชาวบ้านชาวช่องแล้ว ต่างยังเผชิญภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย


หากการแสดงความเป็นมหาอำนาจของทั้งสองซีกโลก “บานปลาย” นั่นหมายความว่า ประเทศเล็ก ๆ อย่างไทย ก็หนีไม่พ้นที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยง แบบที่เรียกว่าความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกเข้าให้อีก

เพราะถ้าเหตุการณ์รุนแรงก็มีความเสี่ยงที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศสะดุดได้ โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะมาจากการส่งออกประมาณ 68% และไทยมีสัดส่วนการค้ากับจีนมากที่สุดประมาณ 1.28 แสนล้านเหรียญในปี 65 หรือประมาณ 22% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด

ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการค้ากับไทยเป็นอันดับที่ 3 ประมาณ 61,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 11% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด และถ้ารวมสัดส่วนการค้า ของทั้งจีนและสหรัฐ จะอยู่ที่ 33% หรือ 1 ใน 3 ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย

อย่างไรก็ตาม ในแง่เชิงการค้าเบื้องต้น ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า เพราะอาจใช้โอกาสนี้ส่งสินค้าไปจีนแทนไต้หวันได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลไม้ ปลา ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม

ด้วยเวลานี้ จีน ห้ามนำเข้าสินค้าจากไต้หวัน กว่า 100 รายการ ไปแล้ว เช่น ส้ม ปลาดาบ และขนมขบเคี้ยว รวมถึงระงับการส่งออกทรายมายังไต้หวัน ซึ่งไต้หวันพึ่งพาการนำเข้าจากจีนเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

ดังนั้น…ไทยอาจได้ประโยชน์ในการส่งออกไปจีนทดแทนการส่งออกของไต้หวัน ทั้งในแง่ของอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงอุตสาหกรรม เซมิ คอนดักเตอร์

แม้ในแง่ของการค้าการลงทุน ถ้ามองในระยะแรก ไทยอาจได้ประโยชน์จากการนี้ก็ตาม แต่ในแง่ของ “การท่องเที่ยว” แล้ว ถ้าทุกอย่างบานปลาย ก็อาจกระเทือนถึงไทยก็เป็นไปได้

ภาคการท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งเซกเตอร์ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนไม่น้อย หรือ 10% ของจีดีพีไทย โดยช่วงปี 62 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทย ถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้เข้าไทยถึง 2 ล้านล้านบาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ขณะที่นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางเข้าไทยจำนวน8แสนคน ส่วนนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยก็เฉียด ๆ 11 ล้านคน นักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ก็มีไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยล่าสุดในช่วง 7 เดือน ปีนี้ (1ม.ค.-31 ก.ค.) มีจำนวนสะสม 3,334,326 คน แล้ว และในช่วงนี้กำลังเข้าสู่ไฮซีซั่น

หากเหตุการณ์บานปลายมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ย่อมต้องส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน หรือเรียกง่าย ๆ อาจทำให้นักท่องเที่ยว “หมดมู้ด” ก็เป็นไปได้

นั่น!! ก็หมายความว่า… เศรษฐกิจไทยก็ต้องบอบช้ำเข้าให้อีก!!

………………………………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

สนับสนุนคอลัมน์ โดย E@ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img