วันศุกร์, มกราคม 28, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTSได้ดีเพราะเป็น“มหา”
- Advertisment -spot_imgspot_img

ได้ดีเพราะเป็น“มหา”

“เปรียญสิบ”  ถึงใครจะดูถูก ดูแคลนว่า “มหา” เป็นจำพวกบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ไม่ทันสมัย” เป็นจำพวกบุคคลที่ “ทำงานไม่เป็น” หรือเป็นจำพวกบุคคลที่ “ล้าหลัง” อะไรก็ตามที

แต่ภูมิใจมากที่ตนเองเป็น “มหา” และจบจาก “มหาวิทยาลัยสงฆ์”

ความเป็น “มหา” ในทัศนะส่วนตัวมันคือ “ผ้ายันต์”  ป้องกันภัยที่จะมาถึงตัว เพราะคำว่า “มหา” คนมันจะยกย่องเราว่าคือ “คนดี” ผ่านบวชเรียนมาแล้ว บางคนคิดจิตเป็นอกุศลจะทำ “ทำร้าย” เรา ก็จะไม่กล้าและใครจะกล้าคิดว่า “มหา” คือคนไม่ดี

และทั้งเป็น “เกราะป้องกันตนเอง” เพราะเราคือ “มหา” จะไปทำชั่ว จะไปกินเหล้าเมายา เที่ยวเตร่ยามราตรีค่ำคืน หรือ ประพฤติชั่วร้ายแรง…ไม่ได้

เพราะหากทำเช่นนั้น จากความเป็น “มหา” สังคมจะตราหน้าเราเป็น “หมา” ทันที

ฉะนั้นเรื่องนี้ “มหาสึกใหม่” อย่าคึกคะนอง อย่าหลงใหลไปตามกามารมณ์ทางโลกให้มาก ทำอะไรโปรดรักษาความเป็น “มหา” ของตนเอาไว้ให้

อย่าให้คนมาดูถูกดูแคลนเราจากมหาเป็น “หมา”

“เปรียญสิบ” หลายครั้งหลายคราวเวลาออกงานสังคมกับคนไม่สนิทชิดเชื้อมาก มีงานเลี้ยงอยากจะจิบเบียร์ จิบไวน์เหมือนชาวบ้านบ้างก็ “ต้องอดทน” ไม่กิน, ไม่เต้นไม่รำ, ไม่ร้อง จนตอนนี้ “ไม่มีใครเชิญ”

เพราะคิดเสมอว่า หากทำเช่นนั้น มันจะเสียภาพพจน์ “คนบวชเรียน” หมดความเป็น “มหา” กระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง เหมือนกับว่า “ศาสนาพุทธ” ไม่สามารถกล่อมเกลาคนบวชเรียนมาให้เป็น “คนดี” ได้ตามทัศนะของชาวพุทธ บางเรื่องแม้อยากจะทำก็ “ต้องจำทน”

ยุคที่ริเริ่มทำงานบริษัทผลิตรายการให้ช่อง 11 มีคนชอบดูถูก ดูแคลนว่า เอา “มหา” มาทำไม??.. ทำอะไรเป็น.. ซึ่งก็ถูกของเขา เพราะตอนนั้นสึกออกมาใหม่ ๆ ทำงานไม่เป็นจริง ๆ เราไม่รู้ว่าอะไรคือ สคริปต์, อะไรคือสปอต, อะไรคือฟอร์, อะไรคือไดเร็ค, อะไรคือ MCR หรือแม้กระทั้งว่าอะไรคือ “รันดาวน์”

แต่ความเป็น “มหา” และการสั่งสอนจากครูบาอาจารย์จาก “มหาวิทยาลัยสงฆ์” ทำให้เรา “ชอบเรียนรู้- ความอดทน-ขยันซื่อสัตย์-รับผิดชอบต่อหน้าที่” ใครจะด่า ใครจะบ่น ใครใช้อะไร “มหา” ไม่เคยบ่นและไม่เคยท้อทอดทิ้งงานซื่อสัตย์ต่อหน้าที่

จนวันหนึ่ง “มหา” จึงมีที่ยืนในช่อง 11 ยุคนั้นใครบ้าง ไม่รู้จัก “มหาช่อง 11”  รู้จนกระทั่งรัฐมนตรียันแม่บ้านช่อง 11

ทั้งหมดทั้งมวลเพราะความเป็น “มหา” และการศึกษาที่ได้จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” หรือ “มจร” ทั้งสิ้น ทุกวันนี้จึงมีสิ่งที่ “คฤหัสถ์” พึงมี แบบไม่ให้ “พ่อตาแม่ยาย” น้อยหน้าที่มอบลูกสาวของเขาให้มาดูแล

วันนี้ความเป็น “มหา” ยังคงอยู่ และ “ความดี” จากการบวชเรียนก็ยังรักษาไว้ได้อย่างมั่นคง “ไม่เสื่อมคลาย”

การเขียนข่าวทุกครั้ง “มุ่งหวัง” ดึงสติให้ผู้เกี่ยวข้องหันกลับมาสนใจ “พระวินัย” หันกลับมารับใช้ “พระพุทธเจ้า” มิได้มีจิต “อคติ” ครอบงำเลยใด ๆทั้งสิ้นเลย

ส่วนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะมีงานประสาทปริญญาระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม นี้มีนิสิตที่สำเร็จการศึกษามาแล้วจำนวน 66 รุ่น แยกเป็นระดับปริญญาตรี 60,563 รูป/คน ปริญญาโท 9,253 รูป/คนและปริญญาเอก 2,145 รูป/คน รวมทั้งสิ้น 71,961 รูป /คน เป็นมหาวิทยาลัยของประเทศไทยแห่งเดียวที่แก้ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เปิดการเรียนการสอนทั่วประเทศและทั่วโลก โดยในต่างประเทศมีสถาบันสมทบ 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศฮังการี สิงคโปร์ ศรีลังกา เกาหลีใต้ และใต้หวัน หากไม่ติดสถานการณ์โควิด-19 อาจมีถึง 10 ประเทศ

ส่วนในประเทศไทยมีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ หน่วยวิทยบริการและโครงการขยายห้องเรียน ครอบคลุมทุกภูมิภาคใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดการเรียนการสอนมากถึง 227 หลักสูตร เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั่วไป มีนิสิตทั้งสิ้นประมาณ 20,000 รูป/คน มีผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 รูป/คน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ผลิตบุคลากรไม่เฉพาะเพื่อสนองงานคณะสงฆ์เท่านั้น แม้แต่ในฝ่ายบ้านเมืองก็มี “ศิษย์เก่า” สถาบันการศึกษาแห่งนี้ไม่ใช่น้อย

ยุคหลังปี 2540 มีพระสงฆ์นิกายต่าง ๆ รวมทั้งฆราวาสเดินทางมาเรียน ณ สถาบันแห่งนี้จากทุกมุมโลกมากกว่า 1,200 รูป/คน จาก 28 ประเทศ จึงนับเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาโลก” อย่างแท้จริง  ดีไม่ดีมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้นี่แหละที่มีต่างชาติมาเรียนมากที่สุดในประเทศไทย

“เปรียญสิบ” เชื่ออยู่เสมอว่าความเป็น “มหา” ของเราจะไม่อับจน หากเราใช้ “ธรรมะ” ของพระพุทธเจ้าในการดำเนินชีวิต และซ้ำการจบจาก “มจร” คือใบเบิกทางให้เราออกมา “โบยบิน” สู้กับคนในสังคมได้  เพราะ “มจร” สอนให้เรา มีสติที่ “ชอบเรียนรู้-มีความอดทน-ขยันซื่อสัตย์-รับผิดชอบต่อหน้าที่” และสอนให้เราเป็น “คนดี”

เมื่อมนุษย์มีคุณสมบัติแบบนี้อยากเป็นคนดีคุณคือ “คนดี” ที่สังคมต้องการ อยากรวยเงินทองมันก็จะไหลมาเอง ไม่จำเป็นต้องรอ “ลัทธิรอผลดลบันดาล” เหมือนชาวบ้านเขา

“เปรียญสิบ” เชื่อสนิทใจว่าเพราะความเป็นมหาและการเรียนจบจาก “มจร” นี่แหละ ทำให้เรามีทุกอย่างสมบูรณ์ดังทุกวันนี้!!

……………………

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย…“เปรียญสิบ” : riwpaalueng@gmail.com

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

“บิ๊กตู่”จนตรอกการเมือง?

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img