วันอังคาร, ธันวาคม 6, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTS“บิ๊กตู่”ปลดข้อหา“ทรยศ” จ่อดัน“นิรโทษกรรม” ล้างผิดแกนนำทุกสีเสื้อ
- Advertisment -spot_imgspot_img

“บิ๊กตู่”ปลดข้อหา“ทรยศ” จ่อดัน“นิรโทษกรรม” ล้างผิดแกนนำทุกสีเสื้อ

สัญญาณที่บรรดาคนเคยเชียร์คนเคยหนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เมินเฉยต่อชะตากรรมหัวหน้ารัฐบาล ถูกจับตามองมากพอสมควร ในช่วงลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ในประเด็นตีความการดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี

ขนาดที่ว่า บางคนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันแท้ๆ ยังเรียกร้องให้ องค์กรตุลาการ มีคำตัดสินออกมาอย่าให้เหมือนคดีซุกหุ้น “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น หรือว่านายกฯซึ่งเคยเป็นผู้นำปฏิวัติ ในนาม หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไปแสดงท่าทีบางอย่าง จนทำให้เพื่อนที่เคยรัก มิตรที่เคยใกล้ชิด ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ทั้งที่ตามหลักการ ใครมีอำนาจอยู่ในมือ มักจะมีแต่คนวิ่งเข้าหา

ไหนมาลองไล่เรียงดูท่าทีความเห็นของใครหลายคน ที่มีต่อหัวหน้ารัฐบาล เริ่มตั้งแต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ออกมาให้ความเห็นกรณีมีความเคลื่อนไหวกดดัน ศาลรธน. ซึ่งจะอ่าน คำวินิจฉัยประเด็นการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่องค์กรไหน รวมทั้งนักการเมือง วันนี้มีหน้าที่อย่างเดียวคือ เอาใจช่วย และ ให้กำลังใจคนดีทำงานเพื่อชาติ แผ่นดินและประชาชน และต้องเอาใจช่วยประเทศไทยให้ไปรอด อย่าตำหนิติเตียนหรือกดดันกันขอให้ยึดประโยชน์ของประเทศชาติ”

ถามต่อว่า หากผลการวินิจฉัยของศาลรธน. ออกมาว่าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อได้อีก 2 ปี จะยังสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อในสมัยหน้าหรือไม่นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยึดหลักผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ความมั่นคงของประเทศไทยและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นนั้นไม่สำคัญ

ความเห็นของ “สุเทพ” ถูกตีความ เป็นการสงวนท่าที สงบปากสงบคำ แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักออกมายืนยันว่า ยังให้การสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ 

เช่นเดียวกับ “ถาวร เสนเนียม” อดีตแกนนำ กปปส. ซึ่งเพิ่งตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับ “พรรคไทยภักดี” (ทภด.) ซึ่งนักการเมืองรายนี้ได้รับการยกย่องว่า มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลายคนต้องติดคุก บางคนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ จากการทำหน้าที่ของ “ถาวร” ซึ่งเคยทำงานอยู่กับ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ก็ออกมาให้ความเห็นถึงสถานการณ์การเมือง  หลังรับตำแหน่งประธานพรรคน้องใหม่ทางการเมืองว่า….

“แม้ว่าพรรค ทภด.จะเป็นพรรคเล็ก ไม่มีนายทุนผูกขาด แต่มีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ตั้งใจที่จะทำการเมืองให้ดีขึ้น จะต้องปฏิรูปประเทศให้ครบทุกด้าน ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของการเป็นผู้นำประเทศ ไม่ใช่แค่พูด และให้ลูกน้องนำเงินไปซื้อเสียง การเลือกตั้งในหลายเขต ใช้เงินกว่า 100 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของวงจรอุบาทว์นี้ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ เราสามารถสกัดกั้นคนไม่ดีไม่ให้มาบริหารประเทศได้ และส่งเสริมคนดีให้มานั่งบริหารประเทศ”

นายถาวร ระบุอีกว่า “ได้มอบจิตวิญญาณ มอบความตั้งใจ พละกำลังทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ปฏิรูปประเทศ การทุจริตจะต้องลดลง และชาติบ้านเมืองจะต้องเจริญ ประชาชนจะต้องอยู่ดีกินดี คนชั่วจะไม่มีที่ยืน นักการเมืองที่ทุจริตเอาเปรียบจะต้องเข้าคุก”

พร้อมทั้งตบท้ายว่า “หากพล.อ.ประยุทธไม่ปฏิรูปประเทศ ไม่ปราบปรามการทุจริต ก็พอกันที”

แต่ที่ให้ความเห็นกระแทกไปที่กล่องดวงใจของ “นายกฯลุงตู่” ตรงๆ คงหนีไม่พ้น “สุริยะใส กตะศิลา” อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ซึ่งกล่าวตอนหนึ่งในงานที่คณะหลอมรวมประชาชน จัดเสวนา “นับหนึ่งประเทศไทย ด้วยอธิปไตยของปวงชน หลัง 30 กันยายน” ที่อนุสรณ์สถาน14ตุลา แยกคอกวัว ตอนหนึ่งว่า…

“สมัยเป็นเชลยทางการเมือง ในเรือนจำ เจอคำถามหนึ่งว่า เคยรู้สึกไหมว่า เราถูกหลอกใช้ ซึ่งก็ตอบไม่ได้ จากนั้นตั้งปณิธาน หากออกมา พบปะพูดคุยแกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. โจทย์สำคัญคือ บ้านเมืองจะไปอย่างไร ในหลักการคิดว่า บ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่ ประชาชนต้องคุยกัน ที่ง่ายกว่า นักการเมืองคุยกัน เพราะเราบริสุทธิ์ใจ ไม่มีผลประโยชน์ หากมีการหลอมรวมประชาชน ต้องเริ่มจากประชาชน หากไม่ทำอย่างนี้ ก็ยังไม่เห็นทางออกอื่น เคยคุยกับ ทนายนกเขา ถ้าจัดม็อบแตกหัก 3 ป. อย่าไปทำ เหนื่อย แต่ควรออกแบบประเทศหลังยุค 3 ป.ดีกว่า คำเตือน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองมนตรี บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้กองหนุนเปลือง ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่แค่เปลือง แต่ใช้หมดแล้ว รวมทั้งพล.อ.เปรม ยังบอกพล.อ.ประยุทธ์ไม่นำพา มองประชาชนเป็นของตาย และในวันนี้ ถือว่า สายเกินไปแล้ว”

ในเวทีเดียวกัน “พิภพ ธงไชย” อดีตแกนนำ พธม.  ระบุว่า วันที่ 30 ก.ย. ขอเตือนศาลรธน. อย่าทำเหมือนตอนคดีซุกหุ้นนายทักษิณ กระบวนการยุติธรรมทำให้เกิดปัญหา ทำให้นักการเมืองเป็นนักการเมืองเลวหรือดี อยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ขอให้ศาลดำรงความยุติธรรม รู้ว่าเจตนารมณ์รธน.มาจากประยุทธ์ด้วย ไม่อย่างนั้นจะให้นายมีชัย (ฤชุพันธ์) เขียนเรื่อง 8 ปีได้อย่างไร บ้านเมืองถ้าไม่มีการปฏิรูป เป็นของชนชั้นนำ วันนี้ที่คุณประยุทธ์ไม่ปฏิรูปประเทศ บ้านเมืองเลยกลายเป็นของคุณประยุทธ์ ขอเตือนว่า อันตรายทั้งประยุทธ์และคณะทหาร ที่คุณประยุทธ์พยายามทำคือ ให้ 3 ป. สามัคคีกันไว้ แตกกันไม่ได้ โดย 3 ป. ก็มีตัวอย่างมาแล้วกับ 3 ทรราช ขอเตือน 3 ป. ต้องหยุดด้วย”

หรือสาเหตุความไม่พอใจ หลังเกิดจากกระแสข่าว “พล.อ.ประยุทธ์” มีโอกาสหารือกับแกนนำสีเสื้อต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีข้อเสนอให้หัวหน้ารัฐบาลผลักดัน “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” เพื่อล้างความผิดให้กับบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่มีเงื่อนไขว่า การล้างผิดความผิดดังกล่าว จะไม่เกี่ยวข้องกับ คดีอาญาร้ายแรง ประเด็นการทุจริตคอรัปชั่น และความผิดที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างไรก็ตาม หัวหน้ารัฐบาลได้ขอไว้ว่า จะพิจารณาเรื่องนี้ หลังจากผ่านพ้นคดีการดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปีไปก่อน

บางทีการแสดงออกของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เคยสนับสนุนหัวหน้ารัฐบาล อาจต้องการสื่อสารให้ “พล.อ.ประยุทธ์” รับรู้ว่า อย่าลืมสัญญาที่เคยตกลงกันไว้ เพราะก่อนหน้านี้ “พรรคพลังประชารัฐ” (พปชร.) ก็จับมือกับ “พรรคเพื่อไทย” (พท.) เคยสนับสนุนให้แก้ไขรธน. ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณสูตรส.ส.จาก 500 กลับไป 100 ซึ่งกระทบกับพรรคเล็ก และยอมเป็นนั่งร้านให้พรรคแกนนำรัฐบาล ได้มีโอกาสบริหารประเทศ จนใกล้จะครบวาระ 4 ปี  ถึงขั้นมีวิวาทะว่าด้วยการทรยศ หลุดจากปาก “นพ.วรงค์ เดจกิจวิกรม” หัวหน้าพรรค ทภด. “หาก “นายกฯลงตู่” ไม่ยอมปลดพันธนาการให้กับอดีตแกนนำกปปส. สมัยเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจถูกมองว่า เป็นการทรยศรอบที่สอง”

ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ก.พ.64 ศาลอาญาพิพากษา จำคุกแกนนำ กปปส. รวม 26 คน เป็นเวลาตั้งแต่ 4 เดือน ถึง 9 ปี 24 เดือน และไม่อนุญาตให้ประกันตัว 8 แกนนำ ส่งผลให้พวกเขาถูกส่งตัวไปคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 คืน ก่อนได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี

ทั้งหมดตกเป็นจำเลยใน ความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่น ๆ จากการจัดการ ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างปี 2556-2557 ในจำนวน 8 คนที่ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำ มีอยู่ 5 คนที่มีสถานภาพรัฐมนตรี และส.ส. ในวันต้องคำพิพากษา ประกอบด้วย

“ชุมพล จุลใส” ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกสั่งจำคุก 9 ปี 24 เดือน

“อิสระ สมชัย” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ถูกสั่งจำคุก 7 ปี 16 เดือน

“ถาวร เสนเนียม” รมช.มหาดไทย และ ส.ส.สงขลา ปชป. ถูกสั่งจำคุก 5 ปี

“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ถูกสั่งจำคุก 7 ปี

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ถูกสั่งจำคุก 6 ปี 16 เดือน

คำพิพากษาของศาลอาญา ทำให้ 3 รัฐมนตรีต้องพ้นจากเก้าอี้ฝ่ายบริหารทันที เพราะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตาม 160 (7) และมาตรา 170 (4) ของรัฐธรรมนูญ แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตาม และนำไปสู่การปรับ ครม. ประยุทธ์ 2/4 ส่วน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ศาลสั่งมีคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 5  ปี

งานนี้ต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินหน้า ผลักดันกฎหมายล้างผิด ให้กับมิตรที่เคยสนับสนุนกันมาหรือไม่ หรือปล่อยให้รัฐบาลชุดหน้า เข้ามารับภาระในเรื่องแทน

แต่สิ่งหนึ่งต้องยอมรับว่า การสนับสนุนเรื่องนี้ เป็นการพิสูจน์ความจริงใจของหัวหน้ารัฐบาล บางทีการลบครหา “คนทรยศ” ก็ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ ของ “นายกฯลุงตู่” ในช่วงที่มีข่าวกำลังจะลงจากหลังเสือ หรือจะเดินหน้าต่อผ่าน “นอมินี”

…………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

 โดย…“แมวสีขาว”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img