วันพุธ, กรกฎาคม 17, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTSทำไม‘ตลาดหุ้นไทย’ร่วงหนักที่สุดในโลก
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ทำไม‘ตลาดหุ้นไทย’ร่วงหนักที่สุดในโลก

วันหยุดที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่เกี่ยวพันกับตลาดหุ้นบ้านเรา นั่นคือ กรณีทางการสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ควบคุมตัว “ชนินทร์ เย็นสุดใจ” อดีตผู้บริหาร บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (STARK) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญ ที่ถูกออกหมายจับคดีทุจริตใน บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ฐานตกแต่งบัญชีและงบการเงิน และฐานฉ้อโกงประชาชนฯ ข้อหายักยอกทรัพย์และข้อหาฟอกเงิน มูลค่าความเสียหายกว่า 14,778 ล้านบาท โดยศาลฯได้ประทับรับฟ้องคดีทุจริตใน STARK เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.90/2567 ไปแล้วก่อนหน้านี้

คงต้องจับตาดูว่า กรณีนี้จะเป็น “มวยล้มต้มคนดู” หรือไม่ หากเป็นมวยล้ม จะยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยหนักยิ่งกว่าเดิม และไม่ใช่มีแค่กรณี STARK ที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ยังมีกรณีผู้บริหารบางบริษัทในตลาดฯใช้ช่องว่างของกฎ กติกา ของตลาดทุนที่ไม่รัดกุมพอ ทำให้หุ้นตก ฟันกำไรหรือกรณีที่ผู้บริหารบริษัทในตลาดใช้ตลาดหุ้นเล่น “เกมการเงิน” ปั่นหุ้น แล้วทะยอยขายหุ้นทิ้ง ปล่อยให้รายย่อยติดดอย ยิ่งทำให้ขาดความเชื่อมั้นและภาพลักษณ์เสียหาย

ขณะเดียวกัน เมื่อวาน “กระทรวงการคลัง-สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)” แถลงถึง มาตรการขับเคลื่อนตลาดทุน (**ระหว่างเขียนต้นฉบับยังไม่แถลง) หลังจากปล่อยให้บรรยากาศอึมครึมมานาน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยถูกนักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” หุ้นในตลาดค่อนข้างมากและขายต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันนี้เป็นเวลาไม่ถึง 6 เดือนสูงถึงเกือบแสนล้านบาท

ตอนจัดตั้งรัฐบาลเสร็จใหม่ๆ นักลงทุนต่างพากันคาดหวังว่า “พรรคเพื่อไทย” เป็นรัฐบาลตลาดหุ้นน่าจะดีขึ้น เพราะภาพลักษณ์ในอดีต เป็นพรรคที่มีมือเศรษฐกิจเก่งๆ ยิ่งการได้ “เศรษฐา ทวีสิน” มาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์นักธุรกิจประสบความสำเร็จ มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ “นายกฯเศรษฐา ทวีสิน” เข้ามารับตำแหน่งดัชนี SET ได้ร่วงราว 300 จุด

สะท้อนว่า 10 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลนักลงทุนขาดความมั่นใจ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนของมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความอึมครึมในการบริหารประเทศ นักลงทุนสงสัยว่า ใครคือผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศตัวจริง

ต้นปีที่ดัชนีตลาดหุ้น 1,416 จุดและลดลงตํ่าสุดในวันที่ 17 มิ.ย.67 ปิดที่ 1,296.59 จุด เรียกว่าหลุด 1,300 จุด สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างทั่วหน้า สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติเทขายหุ้นไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมแล้วขายมาแล้วประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.67 “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตลาดหุ้นไทย ปี 2566 ดัชนี SET ติดลบ 15% อยู่อันดับเกือบท้ายสุดของโลก ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI All Country World Index) พุ่งขึ้น 20% ปี 2567 ผ่านไป 5 เดือนกว่า SET Index ติดลบไปแล้ว 8% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกปรับขึ้นอีก 10%

ถ้านับจากต้นปี 2566 จนถึงวันนี้ SET Index ปรับลดลงไปราว 370 จุด อยู่อันดับท้ายสุดของโลก และให้ผลตอบแทนแย่กว่า (Underperformed) ตลาดหุ้นโลกกว่า 50% ปัจจัยหลักกดดันตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% ติดต่อกัน 4 ไตรมาส และผลประกอบการที่แย่ของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่กำไรสุทธิลดลง 11% ในปีที่ผ่านมา และขยายตัวไม่ถึง 2% ในไตรมาสแรกของปีนี้

“ไพบูลย์” ฟันธงว่า การเมืองคืออีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสถานะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพและสุญญากาศทางการเมือง ความพยายามในการสร้าง Trust and Confidence ในตลาดทุน ก็ยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพพอ

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป? ในระยะสั้นนั้น “ไพบูลย์” เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวนด์ เพราะทั้งเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ตัวช่วยสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มกลับสู่ขาลง

อีกตัวช่วยสำคัญ นอกจากท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดี คือทิศทางการค้าโลกที่เริ่มกลับสู่ขาขึ้น และ WTO คาดการณ์ว่าจะอยู่ในขาขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้มาก เพราะส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย และยังมีเม็ดเงินจากงบประมาณภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

แต่ SET Index จะฟื้นได้แรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับขึ้นมาได้มาก-น้อยแค่ไหน

อย่างแรกสุด รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปีตลอดอายุรัฐบาล และต้องเร่งกู้ Trust and Confidence ให้กลับคืนมาโดยเร็ว

อันที่จริงนักลงทุนไม่เชื่อมั่นประเทศไทยตั้งแต่ “คสช.” เข้ามายึดอำนาจเขามองว่าผิดหลักการประชาธิปไตย มิหนำซ้ำ เลือกตั้งล่าสุดนักลงทุนต่างชาติก็ตั้งคำถามว่า ทำไมพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ไม่ได้เป็นรัฐบาล ประกอบกับเศรษฐกิจก็เป็นปัญหาเรื้อรังมานานไทย ไม่มีสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ สอดคลคล้องกับความต้องการของตลาดทำให้การส่งออกถดถอยต่อเนื่อง ตลอด 10 ปีจีดีพี.ของไทยโตแค่ 1.9% เท่านั้น

เหนือสิ่งใด “ความไม่โปร่งใส” ในตลาดหุ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเข็ดขยาด ต้องจับตาดูว่า กรณี STARK ผู้ที่รับผิดชอบ จะทำคดีนี้ตรงไป-ตรงมา เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้หรือไม่

……………………………..

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย :   บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img