วันอาทิตย์, กันยายน 26, 2021
หน้าแรกCOLUMNISTS“ชิปหาย” ระเบิดเวลาลูกใหม่
- Advertisment -spot_imgspot_img

“ชิปหาย” ระเบิดเวลาลูกใหม่

การระบาดโควิด-19 ในห้วงเวลาปีกว่า ได้สร้างผลสะเทือนอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง ได้ไปทำลายภาคอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายไม่น้อย

ไล่มาตั้งแต่ส่งผลกระทบไลน์ผลิตอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทุกชนิด เช่น เครื่องซักผ้า, แอร์, ทีวี, ตู้เย็น อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์ สินค้ากลุ่มไอที สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และ อุตสากรรม ‘รถยนต์’ เรียกว่า สร้างความปั่นป่วนกันทั่วโลก ประเทศไทยเองก็พลอยโดนหางเลขไปเต็มๆ

ต้นเหตุความเสียหายที่กล่าวมาข้างต้น เกิดจากการขาดแคลน “ชิป” หรือ Microprocessor แม้ “ชิป” จะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะคือ “มันสมอง” สำคัญในการทำงานของสินค้าอุตสาหกรรมพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยี และของระบบไฟฟ้าภายในตัวรถยนต์ทั้งหมด

ปัญหาขาดแคลนชิปเนื่องจากบริษัทที่ผลิต “ชิป” ในโลกนี้ ผลิตป้อนให้ลูกค้าไม่ทัน เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้บางครั้งต้องปิดโรงงานชั่วคราว หรือลดจำนวนพนักงานลง ส่งผลให้กำลังการผลิตชิปลดลงตามการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง

รวมถึงบริษัทหลายแห่งทั่วโลก ต้องปรับวิถีทำงาน จากเคยทำงานในออฟฟิศ ต้องทำงานที่บ้านแทน ทำให้ความต้องการสินค้าที่ใช้ภายในบ้าน เช่น ทีวี ตู้เย็น สินค้าประเภทอุปกรณ์ไอที ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, แล็บท็อป, สมาร์ทโฟน กระทั่งแท็ปเล็ต เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ที่สำคัญสินค้าพวกนี้ ล้วนต้องใช้ “ชิป” ในการผลิตทำให้ความต้องการจึงพุ่งสูงขึ้นทันที

การขาดแคลน “ชิป” ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีมาตั้งแต่เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่ยืดเยื้อ ทำให้ “ห่วงโซ่อุปทาน” ของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์สะดุด เพราะมีการกักตุนชิป จึงนำไปสู่การแย่งซัพพลายชิปเซมิคอนดักเตอร์ ระหว่างอุตสาหกรรมรถยนต์ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความต้องการจากค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟน เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนชิป กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดหนีไม่พ้น กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เนื่องจากแรกๆ ความต้องการรถยนต์ในปี 2563 มีจำนวนลดลงอย่างมาก เพราะผู้คนไม่ได้เดินทางออกจากบ้าน บริษัทรถยนต์จึงลดจำนวนการสั่งจองชิปลง

แต่พอในไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกัน ความต้องการซื้อรถยนต์กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ชนิดที่คาดไม่ถึง ทำให้บริษัทรถยนต์มีความต้องการชิปมาประกอบการผลิตเพิ่มขึ้น แต่บริษัทผลิตชิปได้ตกลงขายชิปให้กับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปเรียบร้อยแล้ว บริษัทรถยนต์จึงต้องลดกำลังการผลิตลง เพราะขาดแคลนชิปอย่างหนัก

เรียกว่า ปัญหาขาดแคลนชิปนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่าย…เจอปัญหาเหมือนกันหมด ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ในญี่ปุ่นเอง ตลาดส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากชิปที่ใช้อยู่ปัจจุบัน จะมีอยู่หลายตัว หลายเบอร์ โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบความปลอดภัยสูง ๆ ระบบเซ็นเซอร์มีมาก จำเป็นต้องใช้ชิปในปริมาณมากตามไปด้วย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นประเด็นสำคัญทำให้หลายอุตสาหกรรมมีความกังวลในขณะนี้ ปัญหาขาดแคลนชิปกระทบทุกอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนไตรมาส 2/2564 แต่ยังประเมินได้ยาก เพราะหลายอุตสาหกรรมยังต้องดูผลกระทบ และรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การจัดหาและกระจายวัคซีน

ขณะที่ TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปประมวลผลอันดับ 1 ของโลกจากไต้หวัน ก็ออกมายอมรับว่า ทุกวันนี้มีคำสั่งผลิตชิปประมวลผลเป็นจำนวนมากกว่าปกติ และประกอบกับการระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลให้กำลังการผลิตของชิปลดลงตามไปด้วย

https://www.gartner.com/

ส่วน “การ์ทเนอร์ อิงค์” ก็คาดการณ์ว่าปัญหาขาดแคลน “ชิปประมวลผล” ทั่วโลกจะส่งผลกระทบตลอดทั้งปี 64 และจะกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างเร็วสุดช่วงไตรมาส 2 ปี 65

เมื่อชิปผลิตได้น้อย แต่ความต้องการมาก ราคาชิปจึงสูงขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และแนวโน้มสถานการณ์แบบนี้อาจจะนานถึง 2 ปีเลยทีเดียว เมื่อชิปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขาดแคลนอย่างหนัก สุดท้ายหนีไม่พ้นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์

เช่นเดียวกันเมื่อสินค้าบางประเภทจะเริ่มขาดแคลนจากตลาด ขณะที่ความต้องการมีมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้าตามมาอย่างมิอาจปฏิเสธได้ เรียกได้ว่าสถานการณ์ขาดแคลนชิปนั้น ส่งผลกระทบต่อสินค้ายุคปัจจุบันแบบถ้วนหน้า เนื่องจากสินค้ายุคใหม่ ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการช่วยการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิตยุคปัจจุบัน

เหนือสิ่งใด สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่มิได้จำหน่ายเฉพาะในประเทศที่ผู้บริโภคต้องแบกรับราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่นำรายได้เข้าประเทศอันดับต้นๆ ย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน

………………………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img