วันเสาร์, กรกฎาคม 24, 2021
No menu items!
หน้าแรกCOLUMNISTSถ่ายทอด“บอลยูโร”...การเมืองเหนือเมฆ
- Advertisment -spot_imgspot_img

ถ่ายทอด“บอลยูโร”…การเมืองเหนือเมฆ

หลายๆ ครั้งที่การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ระดับโลก จะเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลในยุคนั้นสมัยนั้น ใช้สยบความเคลื่อนไหวทางการเมือง ครั้งนี้ก็เช่นกันการที่รัฐบาลโดย “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลองค์กรด้านการประชาสัมพันธ์ ประกาศถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 เพื่อให้คนไทยได้ดูแบบกระทันหันก่อนการแข่งขันแค่ 2 วัน ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา แต่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝง ชนิดหลายซับหลายซ้อน

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ “ก้องศักดิ์ ยอดมณี” ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประกาศจะถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 คู่รองชนะเลิศและคู่ชิงชนะเลิศ เอาใจแฟนบอล ใครๆ ก็รู้ว่า “กกท.” นั้นสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ซึ่งดูแลโดย “พรรคภูมิใจไทย”

การถ่ายทอดสดโดยรัฐบาลภายใต้ “พรรคพลังประชารัฐ” ก็เท่ากับชิงตัดหน้า “พรรคภูมิใจไทย” ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการ “ดับกระแส” วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาด ในการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลที่ผ่านมา

ยิ่งกว่านั้นเกมนี้ยังเป็น “คมเฉือนคม” ของคนในพรรคพลังประชารัฐด้วยกันเอง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็อยากจะเล่าที่มาที่ไป “เบื้องหลังการถ่ายทอดฟุตบอลยูโร 2020” เพื่อเป็นการปูพื้น

ไล่เรียงตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 มีกระแสข่าวมาว่า “ค่ายทรูวิชั่น” ขาใหญ่ช่องกีฬาเปิด “ดีล” ไว้กับ “สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป” หรือ “ยูฟ่า” ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่ทางยูฟ่าเสนอมา ราคา 18 ล้านยูโร หรือราวๆ 500 กว่าล้านบาท แต่พอใกล้วันแข่ง มีข่าวแว่วมาว่า ค่ายทรูวิชั่นเสนอกลับไปในราคา 8 แสนยูโร หรือ 20 กว่าล้านบาทเท่านั้น ทางยูฟ่าไม่ตกลง “ดีลนี้จึงล่ม”

นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี

แต่จู่ๆ ก็มีสิ่งที่ไม่คาดฝันในการประชุมครม. เมื่อวันอังคารที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลทั้งช่อง 9 อสมท.และช่อง NBT (ช่อง11) ให้หาทางทำอย่างไรก็ได้ เพื่อคนไทยได้ดูฟุตบอลยูโรครั้งนี้ อ้างว่าหากไม่มีการถ่ายทอดสด เกรงว่าแฟนบอลจะพากันรุมด่ารัฐบาล

เมื่อ “เสี่ยแฮงค์” รับมอบนโยบาย ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร จึงนำเรื่องนี้มาปรึกษา “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อสุริยะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ยกหูโทรศัพท์ไปหา “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” พี่ชายแท้ๆ เพื่อขอให้เข้ามารับภาระงานนี้ซึ่ง “เสี่ยโกมล” ก็ตอบตกลงทันที

ต้องท้าวความว่า “เสี่ยโกมล” นอกจากจะเป็น “พี่ชายสุริยะ” แล้วยังเป็นพ่อของ “เสี่ยโฟม” พงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และเป็นทีมที่ปรึกษาของ “สุริยะ” ในกระทรวงอุตสาหกรรมอีกตำแหน่ง

ดังนั้น “เสี่ยโฟม” คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จตัวจริง โดยเป็นหัวหน้าทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน เพื่อปฏิบัติภาระกิจนี้โดยเฉพาะ ทีมงานประกอบด้วยนักการเมืองหนุ่มระดับด็อกเตอร์ที่ “สุริยะ” ไว้ใจเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง มีรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐและคนจาก กสทช. เพื่อมานั่งอ่านสัญญาของยูฟ่าที่เป็นภาษาอังกฤษกว่า 80 หน้า ชนิดไม่ต้องหลับนอน

เมื่อทีมงานศึกษารายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ก็ยื่นเงื่อนไขไปยังยูฟ่าในนามช่อง NBT ที่จะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดสด เจรจาต่อรองไม่นาน ในที่สุดตกลงกันได้ในราคา 10 ล้านยูโร หรือ 310 ล้านบาท ซึ่งเงินค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็ด้วยความอนุเคราะห์จาก “เสี่ยโกมล” เป็นคนควักกระเป๋าจ่าย…นี่คือที่มาที่ไปของเบื้องหลังความสำเร็จในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโร 2020 แบบสายฟ้าแลบ

ทำไม “เสี่ยโกมล” จึงใจป้ำยอมควัก 310 ล้านบาท เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากสำหรับ “เสี่ยโกมล” เพราะเขาคือประธานบริษัท ซัมมิทไพร์เฮิร์ทกอล์ฟคลับ จำกัด สนามกอล์ฟชื่อดังระดับประเทศ และยังเป็นประธานบริษัท ซัมมิตฟุตแวร์ ผลิตและจำหน่ายรองเท้ายี่ห้อ “แอโร่ซอล์ฟ” ส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศและยังมีหุ้นส่วนในธุรกิจของตระกูล

นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม แม้ “เสี่ยแฮงค์” จะเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ที่รับเผือกร้อนมาจาก “ลุงตู่” แต่งานนี้จะไม่มีวันสำเร็จลุล่วงไปได้ ถ้าไม่ได้ “สุริยะ-เสี่ยโกมล-เสี่ยโฟม” แห่งตระกูล “จึงรุงเรืองกิจ” ที่คอยเป็นแบ็กอัพอยู่ข้างหลัง

ใครก็รู้ว่า “สุริยะ” นั้น เคยไฝ่ฝันอยากจะนั่งรัฐมนตรีพลังงาน แต่โดน “อำนาจมืดนอกพรรค” คอยเตะสะกัด อีกทั้งยังไม่สามารถชนะใจ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” ได้ แต่งานนี้ “สุริยะ” ทุ่มสุดตัว เพื่อสานฝันให้ “ลุงตู่” จนสำเร็จ ย่อมจะได้ใจทั้ง “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” ชนิดที่เรียกว่า “เต็ม 10 ไม่มีหัก” และ “เสี่ยโกมล” พี่ชายก็เป็นพระเอกในสายตาแฟนบอล ตอนนี้ชื่อนี้ไม่โนเนมในแวดวงการเมืองอีกต่อไป

สถานการณ์ทุกอย่างช่างเข้าทาง งานนี้ทำให้ราคา “สุริยะ” และ “อนุชา” เลขาธิการพรรคพุ่งปรี๊ด ทั้งในสายตา “ลุงตู่-ลุงป้อม” และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐทันที…นั่นหมายความว่าเก้าอี้ “เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ” ของ “เสี่ยแฮงก์” ที่ทำท่าจะหลุดลอยหลังเลือกตั้งในการประชุมสามัญประจำปีของพรรคในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ที่จังหวัดขอนแก่น ก็น่าจะยังตกเป็นของเสี่ยแฮงค์นั่งต่อไปอีกสมัย

ถ่ายทอดสดยูโร 2020 งวดนี้ยิงนัดเดียวได้นกเป็นฝูง คนไทยมีความสุขที่ได้ดูบอล แต่ “เสี่ยแฮงค์” มีความสุขที่นั่งเก้าอี้ใหญ่ในพรรคต่อไป

………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Most Popular

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img