วันอาทิตย์, พฤษภาคม 29, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTS“ปชป.”เจอแรงเหวี่ยง....คดี“ปริญญ์” เสี่ยงกระทบสนาม“เลือกตั้งกทม.”
- Advertisment -spot_imgspot_img

“ปชป.”เจอแรงเหวี่ยง….คดี“ปริญญ์” เสี่ยงกระทบสนาม“เลือกตั้งกทม.”

แม้ต่อให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงตัว “ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ จะออกมายืนกรานว่า การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก.ของประชาธิปัตย์ ยังคงดำเนินต่อไป

พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ที่ถูกแจ้งความดำเนิน คดีอนาจาร เมื่อช่วงหยุดยาวสงกานต์ที่ผ่านมา จนทำให้ต้องลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-ผอ.เลือกตั้งกทม.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกกระแสกดดันจากสังคมอย่างหนัก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหรือที่คนประชาธิปัตย์ ที่คว่ำหวอดการเมืองกันทั้งพรรค จะอ่านและประเมินสถานการณ์ไม่ออกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อการหาเสียงผู้ว่าฯกทม.และส.ก.ของประชาธิปัตย์แน่นอน

และยิ่งดูแล้ว เรื่องทำท่าจะบานปลาย ไม่จบง่ายๆ แค่การแจ้งความของผู้เสียหายที่ สน.ลุมพินี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 เม.ย.65 แต่ตอนนี้เริ่มมีผู้อ้างตัวว่าเป็น “เหยื่อ” ทยอยออกมาเปิดหน้าและเข้าแจ้งความกับ “ปริญญ์” อีกหลายคน ทำให้ล่าสุดจนถึงวันที่ 15 เม.ย. ข่าวบอกว่า มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความทั้งหมด 4 ราย แยกเป็น 3 รายในพื้นที่ สน.ลุมพินี ส่วน 1 ราย อยู่ในพื้นที่ สภ.เมืองเพชรบุรี

ทำให้แม้ตอนนี้ “ปริญญ์” กับ “ประชาธิปัตย์” แยกทางกันเดินแล้ว แต่ยังไง “ปริญญ์” ก็คือ อดีตรองหัวหน้าพรรค เป็นอดีตหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย ที่ประชาธิปัตย์ชูให้ขึ้นมามีบทบาทโดดเด่น ในฐานะคนรุ่นกลางๆ ที่มีดีกรี โปรไฟล์ไม่ธรรมดา ทั้งเรื่องการศึกษาและการทำงาน เพื่อหวังให้ขึ้นมาแทน “กรณ์ จาติกวณิช” ที่ลาออกไปตั้ง “พรรคกล้า”

ซึ่งเมื่อวันนี้ “ปริญญ์” กำลังโดนมรสุมลูกใหญ่ในชีวิต ที่เป็นเรื่องคดีอาญาร้ายแรง และเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ หากสุดท้าย “พยานหลักฐาน-พยานแวดล้อม” บ่งชี้ออกมาในทางว่า “ปริญญ์” มีพฤติการณ์ทำผิดตามที่เป็นข่าว ยังไง ภาพจำทางการเมืองของคนก็ต้องจดจำได้ว่า “เขา” คืออดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-อดีตหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ-อดีตผอ.เลือกตั้งกทม.

จุดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไงมันก็มีผลต่อกระแสของคนกทม.ต่อ “ประชาธิปัตย์” ไม่มากก็น้อย เพราะ “ปริญญ์” แม้จะไม่ได้เป็นส.ส. แต่เขาก็ไม่ใช่แค่สมาชิกพรรคธรรมดา แต่เป็นคนที่แกนนำประชาธิปัตย์ พยายามให้มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจ และในพรรค แต่เมื่อวันนี้ เกิดเหตุกับ “ปริญญ์” มีหรือ “คนกทม.” จะไม่รู้สึกๆ ใดกับประชาธิปัตย์เลย ???

เรื่องนี้ถึงต่อให้เป็นแฟนคลับ-เอฟซีประชาธิปัตย์ แบบเลือดเป็นสีฟ้า เชื่อได้ว่า มันก็ต้องมีรู้สึกกันบ้าง ต้องมีการตั้งคำถามกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์กันบ้างว่า มีการสกรีนคนเข้ามาทำงานในพรรค เข้ามารับตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค กันก่อนหรือไม่ หรือว่าแค่เห็น นามสกุลดัง-จบเมืองนอก-ทำงานบริษัทใหญ่ต่างประเทศ ก็ดันขึ้นมาพรวดๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น  

ของแบบนี้ หากไม่โลกสวยกันเกินไป ประเภทคิดและตอบว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค-พรรคไม่ปกป้องคนที่ทำเรื่องไม่ดี ซึ่งเป็นท่าที เพื่อตัดพรรคประชาธิปัตย์ออกจากตัวปริญญ์ ทำนองกึ่งๆ ลอยแพ ตัดหางปล่อยวัด แต่เป็นการลอยแพ ที่ลอยยังไง คนก็ยังจดจำได้ว่า “ปริญญ์” คือแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นมือทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค ที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยุคนี้ไว้ใจมาก

ด้วยเหตุนี้ การเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์แบบ “ขอเจ็บคนเดียว” พรรคไม่เกี่ยว จึงเป็นเรื่องที่ในความรู้สึกของคนจำนวนไม่น้อย แม้แต่แฟนคลับพรรคสีฟ้า ก็คงมองว่า การตัดสินใจของปริญญ์ ที่ลาออกจากทุกตำแหน่งในประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะถึงไม่ลาออก คนในพรรคก็คงออกมากดดัน บีบให้ออกตั้งแต่วันแรกๆ ที่มีข่าวแล้ว เพราะคนทั้งพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ยอมให้ปริญญ์คนเดียว มาทำให้ประชาธิปัตย์ทั้งพรรค แย่ตามไปกับปริญญ์ด้วย

สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้ ก็คือ “เส้นทางคดี” ที่ปริญญ์โดนตั้งข้อกล่าวหา ที่ดูรูปคดีแล้ว แรงกดดันจะไปอยู่ที่ “ปริญญ์” แบบรุมเร้า

เพราะหากตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา มีความเห็นสั่งฟ้องว่าทำผิดจริง จนต้องเป็นจำเลยต่อศาลในคดีอาญา เส้นทางอนาคตทางการเมืองที่ตอนนี้ดูแล้ว ก็น่าจะกลับมายากแล้ว ก็ยิ่งกู่ไม่กลับ ปิดประตูตาย โอกาสกลับมาเล่นการเมืองแทบจะเป็นศูนย์

แต่หากตำรวจ สั่งไม่ฟ้อง ตัว “ปริญญ์” ก็โดนอีก สังคมก็จะกดดันตั้งคำถามกับการทำงานของตำรวจ ว่ามีอะไรหรือไม่ ถูกแทรกแซงคดี มีการช่วยเหลือกันหรือไม่ คุกมีไว้ขังคนจนใช่หรือไม่ หรือเสียงวิจารณ์ทำนอง ไม่โดนเอาผิด รอดได้เพราะเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองรัฐบาล และเป็นลูกชายอดีตนักการเมืองใหญ่…ใช่หรือไม่ มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการสอบสวนใช่หรือไม่

เรียกได้ว่า “ปริญญ์” หลังจากนี้ จะโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

ไม่ว่าจะโดนตั้งข้อหาหรือรอด เพราะตำรวจหรืออัยการสั่งไม่ฟ้อง

ประเมินว่า กว่าคดีจะจบ สิ้นสุดในชั้นศาล เอาแค่ศาลชั้นต้น หากอัยการสั่งฟ้อง เร็วสุดก็ประมาณสองปี หลังอัยการยื่นฟ้อง

ช่วงนับจากนี้ ไปจนถึงวันที่ศาลตัดสิน เอาแค่ศาลชั้นต้นก่อน ก็ต้องดูว่าเส้นทางคดีจะเดินไปแบบไหน สุดท้ายแล้ว “ปริญญ์” จะรอดหรือไม่รอด ซึ่งกว่าคดีจะจบ “ปริญญ์” คงต้องแบกรับความกดดันครั้งใหญ่ในชีวิต

ส่วนอีกประเด็นที่ต้องติดตามกันก็คือ ผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์ จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ หรือเรื่องจะซาไปเองโดยเร็ว เพราะกระแสสังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของปริญญ์ ไม่เกี่ยวกับประชาธิปัตย์

จุดชี้วัดเรื่องนี้ที่ดีที่สุด คงไม่พ้น กระแส-ความรู้สึกของคนกทม. ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่อาจแปรออกมาในรูปของผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และส.ก. 50 เขตที่จะเลือกตั้งกัน 22 พ.ค.นี้ 

โดยกรณีของ “ดร.เอ้” กับความคาดหวังในศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. เชื่อเถอะว่า ถึงต่อให้ไม่เกิดกรณี “ปริญญ์” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ลึกๆ เลิกคาดหวังมานานแล้วว่า “ดร.เอ้” จะชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าฯกทม.

แต่ที่ประชาธิปัตย์คาดหวังมากกว่าคือเก้าอี้ ส.ก. 50 เขต

เพราะอย่างเลือกตั้ง ส.ก.รอบล่าสุด ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงสิงหาคม ปี 2553 “ประชาธิปัตย์” กวาดเก้าอี้ส.ก.ที่ตอนนั้นชิงกัน 61 เก้าอี้ ประชาธิปัตย์ ได้ส.ก.มาถึง 45 ที่นั่ง ส่วนคู่แข่งคือ “เพื่อไทย” ได้แค่ 15 และ “ผู้สมัครอิสระ” อีก 1  ที่นั่ง

แต่เลือกตั้งส.ก.รอบนี้ ที่เก้าอี้ส.ก.ลดลงเหลือ 50 เก้าอี้ ทีมกทม.ประชาธิปัตย์ ตั้งเป้ากันแค่ได้สัก 15-20 ที่นั่งก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะตอนเลือกตั้งปี 2553 สนาม ส.ก.ตอนนั้นมีแข่งกันหลักๆ แค่ “ประชาธิปัตย์” กับ “เพื่อไทย” แต่กับปี 2565 รอบนี้ คู่แข่งขันขึ้นมาเพียบ

อย่างที่ส่งผู้สมัคร ครบ 50 เขตเลย ก็มีทั้งคู่แข่งรายเดิม “เพื่อไทย” และรายใหม่อย่าง “พลังประชารัฐ-ก้าวไกล-ไทยสร้างไทย” และ “กลุ่มรักษ์กรุงเทพ” ของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และยังมีที่ส่งแค่บางเขต ไม่ได้ส่งครบหมดอีกเช่น พรรคกล้า-กลุ่มของสกลธี-กลุ่มผู้สมัครส.ก.ที่อยู่กับพวกส.ส.กทม.ของภูมิใจไทยที่ย้ายมาจากอนาคตใหม่-ส.ก.พรรครวมไทยยูไนเต็ด แบบนี้เป็นต้น

ทำให้ สนามเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์ก็รู้ตัวดีว่า หากได้แค่ 15-20 เก้าอี้จาก 50 ที่นั่ง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะหลายเขต พบว่า ผู้สมัครส.ก.ของประชาธิปัตย์ ยังไล่กวดคู่แข่งอย่างหนัก เพราะกระแสตอบรับและคะแนนในพื้นที่ยังเป็นรองเยอะ

แล้วยิ่งมาเจอกรณี “ปริญญ์” ที่ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน และผลกระทบในแง่ความรู้สึกของคนกทม.ที่มีต่อประชาธิปัตย์ จะรุนแรงแค่ไหน ทำให้ฝ่ายประชาธิปัตย์โดยเฉพาะทีมผู้สมัครส.ก.ประชาธิปัตย์ คงเซ็งไม่น้อย เพราะสถานการณ์หลาายอย่างไม่เอื้ออำนวย เกื้อหนุนให้เก็บแต้มได้เลย มีแต่แต้มจะหลุดมือไปเรื่อยๆ

หากใครบอกว่า เรื่องนี้ไม่กระทบใดๆ ทั้งสิ้น กับการหาเสียงเลือกตั้งกทม.ของประชาธิปัตย์ ก็อาจเจอสวนกลับมาว่า….“อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ

…………………………………..

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img