วันอาทิตย์, พฤษภาคม 29, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTS“บิ๊กตู่”ท้ารบ“ล้มได้-ล้มไป” ฝ่ายค้านรอหวด“สันติ”ศึกซักฟอก
- Advertisment -spot_imgspot_img

“บิ๊กตู่”ท้ารบ“ล้มได้-ล้มไป” ฝ่ายค้านรอหวด“สันติ”ศึกซักฟอก

นับถอยหลังจากนี้ไปก็เหลือเวลาอีกประาณ 15 วัน ก็จะมีการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.นี้ อันเป็นการเปิดสมัยประชุม ที่มีวาระร้อนทางการเมืองหลายเรื่องในสภาฯรออยู่ ทั้งเรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ที่เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล-การให้ความเห็นชอบร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามกติกาบัตรสองใบ เป็นต้น

แต่ที่เป็นไฮไลท์สำคัญทางการเมืองของประชุมสภาฯรอบนี้ ก็คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน หรือ “ศึกซักฟอก” ที่อาจจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของสภาฯชุดปัจจุบัน   

โดยที่ผ่านมา ศึกซักฟอกแต่ละครั้ง จะเป็นที่สนใจของแวดวงการเมืองอยู่แล้ว เพราะผลทางการเมืองหลังศึกซักฟอก มันมีให้เห็นตามมาเสมอ เช่น การปรับครม.-รอยร้าวภายในพรรคร่วมรัฐบาล หากเกิดกรณีเสียงโหวตไว้วางใจรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลได้คะแนนไม่เท่ากัน แต่เหตุที่ศึกซักฟอกรอบนี้ หลายคนจับตามองมากเป็นพิเศษ ก็มีสาเหตุมาจาก เรื่องกระแสข่าว “ล้มนายกฯประยุทธ์-เปลี่ยนตัวผู้นำประเทศกลางสภา”

เพราะหลังเปิดสภาฯ ปลายเดือนนี้ไปจนถึงกลางปีช่วงส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเดินฝ่ากองไฟการเมืองร้อนๆ สองลูกรออยู่ คือ

“ศึกซักฟอกของฝ่ายค้าน” กับ “การลุ้นเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯเกินแปดปี” ที่ฝ่ายค้านจะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญในช่วงปลายเดือนส.ค.

โดยเรื่องของการตีความวาระแปดปี ฝ่ายการเมืองที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ลุ้นยากสักหน่อย เพราะเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ โอกาสที่ฝ่ายค้านจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย ทำได้ยาก อีกทั้งด้วยข้อกฎหมาย มีโอกาสออกได้ทุกหน้า มีโอกาสอยู่สูงเช่นกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะตีความให้พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่อ หลัง 24 ส.ค.นี้ เพราะเห็นว่าการนับวาระการเป็นนายกฯของ “บิ๊กตู่” ไม่สามารถนับย้อนหลังไปถึงช่วงเป็นนายกฯตอนรัฐบาลคสช.เมื่อส.ค. 2557 ได้

ซึ่งเรื่องนี้ จริงๆ ฝ่ายค้าน ก็หวังแบบ 50-50 ไม่ได้หวังไว้มากว่า ศาลรธน.จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์หลุดจากเก้าอี้ จนต้องหาตัวนายกฯคนใหม่

แต่ที่หวังมากกว่า หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็คือ การออกเสียง “ไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ” กลางสภาฯ

เพราะด้วยเสถียรภาพรัฐบาล จากปัญหาที่ “พรรคเศรษฐกิจไทย” ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรคที่รอชำระแค้นกับพล.อ.ประยุทธ์อยู่ และมีส.ส.ในสังกัดประมาณ 16 เสียง ผนวกกับพวกส.ส.พรรคเล็ก ที่ร้องกิน “กล้วย” ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองมีราคาค่างวดในสภาฯ ที่หากมีการล็อบบี้กันดีๆ ฝ่ายค้านก็อาจได้แตะระดับไม่ต่ำกว่าสิบเสียง ทำให้หากรวมเสียงสองกลุ่มนี้กันแล้ว ผสมกับอาจมีพวกส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคเล็กอื่นๆ ที่อาจจะออกฤทธิ์ออกเดช ช่วงศึกซักฟอก

เลยทำให้มีการจับตามองกันว่า ถ้าฝ่ายค้านและกลุ่มธรรมนัส-พรรคเล็ก แลกดีลจับมือกัน ป่วนช่วงโหวตศึกซักฟอก ก็อาจทำให้ “บิ๊กตู่” หวั่นไหวได้ กับการเสียวต้องหลุดจากนายกฯ หากได้เสียงไว้วางใจไม่ถึงกึ่งหนึ่งตอนโหวตออกเสียง

ซึ่งช่วงนี้ไปจนถึงเปิดสภาฯ ข่าวเรื่องทำนองนี้ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ในเรื่องการต่อรอง การเจรจาการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของส.ส.พรรครัฐบาล ที่ไม่มีโควตารัฐมนตรีในรัฐบาล และพรรคเล็ก ในเรื่องการออกเสียงไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ โดยหลายฝ่ายให้จับตา อาจมีบางพรรค-บางกลุ่ม จะใช้โอกาสนี้ต่อรองกับพล.อ.ประยุทธ์ในหลายต่อหลายเรื่อง หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกแล้ว เพราะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องพึ่งเสียงส.ส.เพื่อให้ตัวเองรอด ครั้นหากโดนส.ส.รัฐบาลต่อรองมากๆ แล้วพล.อ.ประยุทธ์จะพาลเบื่อ จะยุบสภา ก็ทำไม่ได้แล้ว สุดท้ายพล.อ.ประยุทธ์ก็อาจต้องยอม “ให้อะไรบางอย่าง” กับนักการเมืองบ้างเพื่อให้ตัวเองรอดศึกซักฟอก

ฉากการเมืองเหล่านี้ คือสิ่งที่จะเห็นหลังจากสภาเปิด และจะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงช่วงศึกซักฟอก ที่ฝ่ายค้านก็หวังผลการเมืองไว้สูงว่า เปิดสภาฯรอบนี้ต้อง “น็อครัฐบาล” ให้ได้ เพื่อลบล้างคำปรามาส “ฝ่ายค้านไม่มีน้ำยา”

เลยทำให้ “ฝ่ายค้าน” คึกเป็นพิเศษ ถึงกับประกาศ “นับถอยหลัง…ประยุทธ์”

เห็นได้จากเวทีสัญจรพรรคฝ่ายค้าน เมื่อ 7 พ.ค.2565 ที่นครราชสีมา ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน ภายใต้ชื่อ “ทั่วไทยทวงคืนอำนาจประชาชน ครั้งที่ 4 : รัฐบาลสั่นคลอน สภาฯล้มลุกคลุกคลาน” โดยมีตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมเวทีเสวนาคับคั่ง

ซึ่ง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุบนเวทีดังกล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลเรือแป๊ะ จะเจอระเบิดเวลาสี่ลูก ประกอบด้วย

1.การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2566 หากงบฯไม่ผ่านสภาฯ ต้องรับผิดชอบด้วยการยุบสภา

2.ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อผ่านจะมีแรงกดดันให้ยุบสภาฯ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

3.ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 อภิปรายครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย

4.รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯ อยู่เกิน 8 ปีไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ครบ 8 ปีในวันที่ 24 ส.ค.นี้

“แถมเรือแป๊ะยังมีรอยรั่ว 4 รู เพราะพรรคเศรษฐกิจไทยยังไม่รู้จะอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แม้แต่พรรคเล็กพรรคน้อย พรรคเศรษฐกิจไทยมี 18 เสียง พรรคเล็ก 12 เสียง เป็นสวิงโหวต ถ้าโหวตให้ทิศทางได้เชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไปไม่รอด”เลขาธิการพรรคเพื่อไทยระบุ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลกำลังนับวันถอยหลังหมดอายุของรัฐบาลประยุทธ์ แต่ตัว “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์” ก็มีท่าทีพร้อมรับมือกับระเบิดเวลาการเมืองทุกลูก ที่กำลังถาโถมเข้ามา

อย่างล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังถูกสื่อถามเรื่อง กระแสข่าวที่จะมีการล้มนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบชัดๆ เอาเถอะ เขาจะล้ม ถ้าล้มได้ก็ล้มไปเถอะ ถ้าล้มก็ล้ม ผมก็ไม่ต้องทำงาน ก็แค่นั้นเอง ถ้าล้มแล้วมันมีอะไรดีขึ้นมา ถ้าล้มได้ก็ล้มไป แต่กลัวว่ามันจะไม่ดีกว่าเดิม”

กระนั้นก็ตาม กว่าฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอก ก็ร่วมกลางปี ส.ค. ระหว่างนี้ สถานการณ์การเมืองจะมีความเคลื่อนไหวออกมาอีกหลายระลอก ขณะที่ระหว่างนี้ ฝ่ายค้านก็ต้องโหมโรงสร้างกระแสดิสเครดิตรัฐบาลไปเรื่อยๆ พร้อมกับการไล่เก็บประเด็น ไว้สำหรับเตรียมซักฟอก

ที่ดูแล้วตอนนี้ รัฐมนตรีที่จะถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย จะมีชื่อของ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง-เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมอยู่ด้วยในกรณีเรื่อง “โครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท” ที่กำลังถูกพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองขนาดเล็ก ออกมาเขย่าอย่างต่อเนื่อง

จน “กรมธนารักษ์” ต้องเลื่อนการเซ็นสัญญากับบริษัท วงษ์สยาม ก่อสร้างฯ ออกไป ไม่มีกำหนดจากเดิมจะเซ็นกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยแม้จะเลื่อนการเซ็นสัญญาออกไปแล้ว แต่ฝ่ายค้านก็พยายามจะบอกว่า จำเป็นต้องอภิปราย “สันติ” ด้วย ในฐานะดูแลกรมธนารักษ์ ที่เป็นคู่สัญญา ทั้งที่ฝ่ายค้านพยายามจะบอกว่า สัญญาดังกล่าวทำโดยไม่ถูกต้อง แต่นายสันติก็ไม่สั่งให้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบและชะลอโครงการ แต่กลับให้มีการเดินหน้าทำโครงการ

ดังนั้น ฝ่ายค้าน “จดชื่อ-จองกฐิน” เตรียมจัดหนักซักฟอก “สันติ” กลางสภาฯแน่นอน

แม้ที่ผ่านมา “สันติ” และกรมธนารักษ์ จะพยายามชี้แจงว่า ผู้ได้รับสัมปทานเดิมคือ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ “อีสต์วอเตอร์” ที่ทำสัญญาระยะเวลา 30 ปีที่จะหมดสัญญาปี 2566 ไปซื้อน้ำจากกรมชลประทานถูก แต่นำมาจำหน่ายให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในราคาแพง และให้ค่าตอบแทนรัฐเพียง 1% ของรายได้จำหน่ายน้ำ ทำให้รัฐเป็นผู้เสียผลประโยชน์ แต่สัญญาใหม่กับ “วงษ์สยามก่อสร้าง” ที่ทำกัน 30 ปี รัฐได้ผลตอบแทนมากกว่า 25,000 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลที่กรมธนารักษ์จะไม่เดินหน้าการเซ็นสัญญาโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ดี ฝ่ายค้านไปย้ำตรงประเด็นเรื่องการประมูลว่า “ไม่โปร่งใส” จึงควรยกเลิกการประมูลและเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ซึ่งการที่ “สันติ” รมช.คลังจะถูกยื่นซักฟอก ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะ “สันติ” คือ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นเบอร์สองของพรรค รองจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และระยะหลัง ก็เป็นรัฐมนตรีที่พล.อ.ประยุทธ์มักจะคอยถามข้อมูลการเดินเกมการเมืองของฝ่ายต่างๆ ในสภาฯอยู่ตลอดเวลา

จึงเป็นเหตุผลทางการเมืองที่ฝ่ายค้าน จะต้องเขย่า “สันติ” รมช.คลัง เพื่อหวังผลทางการเมืองในสภาฯ และนอกสภาฯ เพราะหาก “สันติ” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โดนทุบจนเกิดอาการซวนเซ ก็ย่อมทำให้ “พลังประชารัฐ” เซตามไปด้วยก็ได้

…………………….

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img