วันจันทร์, สิงหาคม 15, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTS“รวมแผ่นดิน-รวมไทยสร้างชาติ” ไพ่ฝาก-พรรคสาขา “บิ๊กป้อม-พปชร.-บิ๊กตู่”
- Advertisment -spot_imgspot_img

“รวมแผ่นดิน-รวมไทยสร้างชาติ” ไพ่ฝาก-พรรคสาขา “บิ๊กป้อม-พปชร.-บิ๊กตู่”

การเมืองสัปดาห์หน้านี้ หลายคนจดจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวของสองพรรคการเมือง ที่จะมีการจัดกิจกรรมประชุมใหญ่สามัญพรรค ที่มีทั้งการเปลี่ยนชื่อพรรค-เปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคและการเปิดตัวแกนนำพรรค

ที่เมื่อแกะรอยทางการเมืองแล้ว พบว่าจะเป็นสองพรรคการเมือง ที่เป็นพรรคเครือข่าย พรรคพันธมิตรการเมือง ของขั้วการเมือง

“ฝ่ายรัฐบาล-พลังประชารัฐ-บิ๊กป้อม : พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ-บิ๊กตู่ : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 

เริ่มที่พรรคแรก นั่นก็คือ ความเคลื่อนไหวของ “พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” หรือ “บิ๊กน้อย” ที่ก่อนหน้านี้ อยู่มาสองพรรคแล้วคือ อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐและอดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย

โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ทั้งสองตำแหน่งดังกล่าว ได้มาเพราะ “บิ๊กป้อม” เอา “เก้าอี้มาให้” พล.อ.วิชญ์ที่เป็นน้องรักคนสำคัญ โดยพล.อ.วิชญ์แทบไม่ต้องออกแรงอะไร แต่เมื่อ พล.อ.วิชญ์ไปเป็นนักการเมืองเต็มตัว ต้องออกไปคุมพรรคเศรษฐกิจไทย พบว่า ตัวพล.อ.วิชญ์ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเมืองได้แบบรวดเร็ว เพราะยังติดความเป็นอดีตบิ๊กทหารค่อนข้างเยอะ ทำให้พอเจอกับนักการเมืองในพรรคเศรษฐกิจไทย ที่แต่ละคนเขี้ยวเล็บไม่ธรรมดา

สุดท้าย พล.อ.วิชญ์ต้องระเห็จ เก็บของออกจากพรรคเศรษฐกิจไทยแทบไม่ทัน หลังแตกหัก แยกทางกับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” และส.ส.เศรษฐกิจไทย แบบเจ็บปวด และถูกปรามาสทางการเมืองไล่หลังตามมาว่า พล.อ.วิชญ์หากไร้ซึ่ง “บิ๊กป้อม” คอยช่วยเหลือ-สนับสนุน ก็ไม่มีทางมีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้

ทำให้ พล.อ.วิชญ์เลยต้องการ “ล้างตา-แก้มือ” ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า ทำงานการเมืองได้ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้ และที่สำคัญ….ต้องการพิสูจน์ให้กลุ่มร.อ.ธรรมนัส เห็นว่า “พล.อ.” ย่อมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้ดีกว่า “ร.อ.”

มันเลยเป็นที่มาของการที่ พล.อ.วิชญ์ไปเจรจาพุดคุยกับ “บุญญาพร นาตะธนภัทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หนึ่งเดียวจากพรรคพลังชาติไทย ที่ขึ้นมาเป็นส.ส.หลังสามีคือ “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตหัวหน้าพรรค-อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พลังชาติไทยเสียชีวิต

ข่าวว่า การเจรจาพูดคุยดังกล่าว หลักๆ ก็คือ ฝ่ายพล.อ.วิชญ์แสดงความประสงค์จะทำการเมืองของตัวเอง แต่เนื่องจากต้องการความรวดเร็ว ไม่อยากไปยื่นจดแจ้งใหม่ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะต้องใช้เวลานาน ขั้นตอนเยอะ ก็เลยใช้วิธี ติดต่อพรรคการเมือง เพื่อขอเอา “หัวพรรค” ไปทำพรรคการเมือง โดยจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พรรครวมแผ่นดิน” ซึ่งฝ่ายคนในพลังชาติไทย ก็ไม่ขัดข้อง เพราะหลังพล.ต.ทรงกลดเสียชีวิต คนในพรรคที่เป็นพรรคเล็กอยู่แล้ว ก็ค่อนข้างเคว้ง เพราะไม่มีผู้ใหญ่คอยประคับประคอง ทำให้พอระดับพล.อ.วิชญ์ ที่เคยเป็นอดีตห้าเสือกองทัพบก และเป็นน้องรักพล.อ.ประวิตร ติดต่อมาแบบนี้ อีกทั้งตัวพล.อ.วิชญ์กับพล.ต.ทรงกลด อดีตหัวหน้าพรรคพลังชาติไทย จริงๆ ก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ในฐานะอดีตทหารด้วยกัน มันก็เลยทำให้การเจรจาพูดคุยเลยลงตัว คลิกกันเร็ว 

ทำให้ในวันที่ 1 ส.ค.พรรคพลังชาติไทย เลยจัดประชุมใหญ่พรรค ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น  “พรรครวมแผ่นดิน” ซึ่งวันดังกล่าว จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่จะดันพล.อ.วิชญ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเต็มตัวต่อไป

จุดที่น่าติดตามก็คือ “พรรครวมแผ่นดิน” สุดท้าย จะไปได้ไกลแค่ไหน โดยเฉพาะกับการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

เพราะต้องยอมรับกันตรงไปตรงมา ก็คือ พล.อ.วิชญ์ถึงจะเคยเป็นอดีตบิ๊กทหาร มาจากตระกูลใหญ่ ที่ข่าวว่าก็เป็นคนมีเงินและมีเครือข่าย แม้ไม่มาก แต่ก็ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เครือข่ายต่างๆ ที่พล.อ.วิชญ์มี ก็ได้มาเพราะความเป็นคนใกล้ชิดพล.อ.ประวิตร ซึ่งหากเครือข่ายทางธุรกิจและการเมือง จะต้องไปช่วยพรรคการเมือง ยังไงก็ต้องช่วยพรรคที่แข็งแรง มีอนาคต และคงไม่สามารถช่วยได้ทุกพรรค ยิ่งพรรคเล็กหรือพรรคที่ดูแล้วไม่มีอนาคตด้วยแล้ว การสนับสนุนแม้อาจมีบ้าง แต่ก็ไม่อัดฉีดมากเท่ากับพรรคใหญ่ หรือพรรคที่ดูดี มีอนาคต จุดนี้ก็อาจทำให้พรรคของพล.อ.วิชญ์ อาจขับเคลื่อนโดยไร้น้ำมัน มาหล่อลื่น หรือมีบ้างแต่ไม่มาก

ขณะเดียวกัน พล.อ.วิชญ์ก็เกษียณมาหลายปีแล้ว และที่ผ่านมา ก็แทบไม่มีบทบาทใดๆ ทางการเมือง ไม่เคยมีตำแหน่งอะไร นอกจากงานด้านกีฬา ในฐานะคีย์แมนสำคัญในบอร์ด คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยที่พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน แต่ในทางการเมือง ยังถือว่าโนเนม หากไม่ได้พล.อ.ประวิตร คอยดันหลังให้ ที่เคยได้ตำแหน่งอย่าง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พลังประชารัฐ และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เก้าอี้พวกนี้ ไม่มีทางได้นั่ง

ดังนั้น ชั่วโมงนี้ การทำพรรคการเมืองเองของพล.อ.วิชญ์ คนส่วนใหญ่จึงยังไม่ค่อยฮือฮาเท่าไหร่ เพราะมองว่า ชื่อ-ชั้นพล.อ.วิชญ์ ยังไม่มีจุดขาย-บารมีพอ ที่จะทำให้ “พรรครวมแผ่นดิน” เป็นพรรคตัวแปรอะไรได้ในทางการเมืองโดยเฉพาะในการเลือกตั้ง คืออาจจะได้ส.ส.หรือได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ มาจำนวนหนึ่งในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากสุดท้าย กฎหมายเลือกตั้งส.ส.ออกมาโดย 500 หารผ่านฉลุยและมีเรื่องของจำนวนส.ส.พึงมี ล็อกไว้ ที่ก็ทำให้อย่างน้อย “พรรคเล็ก-พรรคตั้งใหม่” ก็ยังอาจได้ลุ้นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์บ้าง ซึ่งก็ไม่แน่ “พรรครวมแผ่นดิน” ของพล.อ.วิชญ์ อาจได้ส.ส.มาสักจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มาก แต่ก็จะทำให้เป็นหนึ่งในพรรคสาขา เครือข่ายพันธมิตรการเมืองของพล.อ.ประวิตรและพลังประชารัฐได้

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ถึงตอนเลือกตั้ง พล.อ.วิชญ์จะเข็น “พรรครวมแผ่นดิน” ไปได้ตลอดรอดฝั่ง และสามารถเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์และมีลุ้นส.ส.เขตได้บ้าง โดยหากทำได้ อย่างน้อยพล.อ.วิชญ์ก็ได้ล้างตา ให้คนได้เห็นแล้วว่า ยามเมื่อเดินออกมาจากเงาของพล.อ.ประวิตร ตัวเขาก็สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้

ส่วนอีกพรรคหนึ่ง ที่ก็จะมีกิจกรรมในสัปดาห์หน้านี้เช่นกัน นั่นก็คือ “รวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งที่ผ่านมา มีข่าวออกมาเป็นระยะ ถึงการเตรียมเปิดตัว หัวหน้าพรรค-แกนนำพรรค ระหว่างการประชุมใหญ่พรรคพุธนี้ 3 ส.ค ที่สโมสรราชพฤกษ์ ถนนวิภาวดีรังสิต

ซึ่งการประชุมดังกล่าว มีการแจ้งไว้ว่า จะมีการพิจารณาการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค การเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค แต่วาระที่ต้องจับตาคือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติชุดใหม่ และการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งชุดใหม่

ที่ข่าวหลายกระแสบอกไว้ว่า ให้จับตาว่า วันดังกล่าว สุดท้าย “เสี่ยตุ๋ย-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะไปร่วมประชุมพรรค และให้ที่ประชุมเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเลยหรือไม่ หรือว่าจะรอไปก่อน เพราะข่าวหลายกระแสบอกว่า ยังไง “พีระพันธุ์” มาอยู่พรรคนี้แน่นอน และจะมีอดีตคนประชาธิปัตย์มาร่วมงานกับพรรคนี้ด้วยอาทิเช่น เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ อดีต ส.ส.กทม. อดีตโฆษกกปปส.-วิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และอดีตรมว.สาธารณสุข-วีระชัย วีระเมธีกุล อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตเขยซีพี รวมถึง ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง อดีตเลขาธิการพรรครวมพลังประชาชาติไทย เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นต้น

เป็นที่รู้กันว่า ที่ผ่านมา กลุ่มของพีระพันธุ์ข้างต้น มีการประชุมวางแผน จัดตั้งพรรค “รวมไทยสร้างชาติ” มานานร่วมปีแล้ว โดยงานเรื่องการเตรียมการต่างๆ คนที่รับผิดชอบหลักก็คือ “เอกณัฐ พร้อมพันธุ์” ซึ่งพบว่า ขณะนี้ ออฟฟิศที่ทำการพรรค ที่ซอยอารีย์ ก็ปรับปรุงเสร็จหมดแล้ว โดยมีการมองกันว่า การที่พรรคมาทำสำนักงานพรรคที่ซอยอารีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งค่าเช่าตึก-ราคาที่ดินแพง เป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯได้ รวมถึงการที่ไปจัดประชุมใหญ่พรรคที่ สโมสรราชพฤกษ์ ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งค่าเช่าสถานที่ ค่าจัดเลี้ยงต่างๆ แพงไม่ใช่น้อย แสดงให้เห็นว่า คนที่ร่วมจัดตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ  มีทุนพอสมควร เลยยิ่งเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นว่า งานนี้ “เสี่ยตุ๋ย-พีระพันธุ์” อยู่หลังฉากแน่นอน เพียงแต่วันที่ 3 ส.ค.นี้ จะมาร่วมปรากฎตัวและขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเต็มตัวหรือไม่…เท่านั้นเอง

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ทีมงานจัดตั้ง-ทำพรรค “รวมไทยสร้างชาติ” ที่เป็นระดับคีย์แมน จะนัดคุยกันรอบสุดท้าย ช่วง 1-2 ส.ค.นี้ เพื่อหาข้อสรุปว่า ทั้งหมดจะไปร่วมปรากฏตัวและเข้ารับตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรค วันที่ 3 ส.ค.นี้เลยหรือไม่ หรือว่าจะรอไปก่อน

ข่าวบางกระแสบอกว่า เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เปิดตัวเลย เพราะตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกไม่นาน แค่แปดเดือน หากสภาฯอยู่ครบเทอม ก็เลือกตั้งแล้ว หากเปิดตัวช้ากว่านี้แล้ว มีเวลาสร้างกระแสหาเสียงน้อย จะตามหลังพรรคอื่น จนไล่กวดไม่ทัน แต่สุดท้าย ข่าวบอกว่า ส่วนใหญ่ล้วนรอให้ “พีระพันธุ์” ตัดสินใจ…ที่คาดว่า ภายในวันจันทร์ที่ 1 ส.ค.นี้คงได้ข้อสรุป

ซึ่งไม่ว่าเส้นทางของ “พรรครวมแผ่นดิน-พรรครวมไทยสร้างชาติ” หลังจากนี้จะเดินต่อไปอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน ไม่ต้องแกะรอยกันก็คือ ทั้งสองพรรค ทั้งตัวแกนนำพรรค คนที่อยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคมีความเชื่อมโยง มีสายสัมพันธ์อันดี กับทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร

จึงทำให้ “พรรครวมแผ่นดินและรวมไทยสร้างชาติ” จะเป็นพรรคเครือข่าย-พันธมิตรการเมือง ของขั้วการเมืองสายบิ๊กตู่-พลังประชารัฐ-บิ๊กป้อม…แน่นอน

…………………………………

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง  

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img