วันพุธ, กรกฎาคม 17, 2024
หน้าแรกEXCLUSIVE“ฝันร้าย”ใน“ตู้นอน”รถไฟสายเหนือ!!! “เปาหวัง”...บุกปล้ำ“ลูกน้องสาว”
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ฝันร้าย”ใน“ตู้นอน”รถไฟสายเหนือ!!! “เปาหวัง”…บุกปล้ำ“ลูกน้องสาว”

หลายวันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรม เมื่อมี “ข้าราชการสาว” ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมของ “ผู้บังคับบัญชา” ที่มีตำแหน่งระดับสูง พยายามล่วงละเมิด ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอ ตามจีบเธอ แม้จะมีลูก-มีผัวแล้ว มาตลอดต่อเนื่อง 3-4 ปี ถ้าจะเรียก “เปาหวัง” ก็คงไม่ผิด

เหตุการณ์ล่าสุดคือ บุกลวนลามเธอถึงตู้นอนบนรถไฟ ขณะเดินทางไปสัมมนา ในคืนเดียวถึง 2 รอบ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เนื้อหารายละเอียดาต่อไปนี้ จะมีการปกปิดชื่อ รวมทั้งหน่วยงานทั้งหมด

“หญิงสาวคนนี้” ระบายเรื่องราวดังกล่าว ผ่านเอกสารร้องเรียน 8 แผ่น ถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยงาน มีประวัติโดยคร่าวคือ เธอเป็นสาวเหนือ มีอาชีพรับราชการ ต้นสังกัดเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม แต่งงานมีลูกแล้ว 2 คน

จุดเริ่มต้นเรื่องราว มาจากการที่ “เธอ” ไปต้อนรับ “ผู้บริหารระดับสูงท่านนี้” คอยดูแลอาหาร เครื่องดื่ม ในงานเลี้ยงเป็นครั้งแรก และในครั้งนั้น “ผู้บริหารท่านนี้” เริ่มเเสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้วยการม้วนธนบัตรจะทิปใส่หน้าอกของเธอ แต่เธอปิดหน้าอกเอาไว้ และเลี่ยงที่จะไปดูแลต้อนรับที่โต๊ะผู้บริหารคนดังกล่าวอีก

ต่อมา ผู้บริหารคนดังกล่าว ได้ติดต่อผ่านหัวหน้างานของเธอเพื่อขอไลน์ส่วนตัว และพยายามไลน์มาถามไถ่ ว่ากินข้าวหรือยัง ทำอะไรอยู่ทุกวัน จนเธอรำคาญและต้องบล็อกไลน์ไป

ในช่วงปี 2564 เธอต้องย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่ใหญ่ขึ้น และต้องมาประจำที่กรุงเทพ เธอเองเริ่มมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น และพยายามขอย้ายกลับภูมิลำเนาที่บ้านเกิดทางภาคเหนือ

ถัดมาอีกไม่นาน “ผู้บริหารที่เคยตามตื้อเธอคนนี้” ก็ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ หน่วยงานเดียวกับเธอ แถมยังมาเป็นผู้บริหารสูงสุดของเธออีก คราวนี้มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เธอได้รับคำสั่งให้ไปร่วมงาน แต่ก็ปฏิเสธไป

ปรากฎว่า ผู้บริหารได้มาซักถามผ่านเพื่อนของเธอ ว่าทำไมถึงไม่ไปงาน เพื่อนเลยบอกไปว่า เพราะสามีเธอหวงมาก จึงไม่สามารถมาร่วมงานได้ ต่อมาในปี 2567 เธอเริ่มถูกทาบทามให้เป็นหน้าห้อง แต่ก็ปฏิเสธไป

ต่อมาในช่วงกลางปี หน่วยงานต้นสังกัด ได้จัดงานสัมมนาทางภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนพิเศษ โดยเธอถูกจัดให้นอนตู้นอนชั้น 2 ซึ่งติดกับตู้นอนชั้น 1 ของผู้บริหาร จำได้ว่าเป็น “โบกี้ 9” อยู่ท้ายขบวน

โดย “เธอ” นอนเตียงล่างติดกับห้องน้ำ ส่วนเพื่อนๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในระนาบเดียวกับเธอ ถูกจัดให้พักต้นขบวน และหลังจากรถไฟออกจากสถานีไม่นาน “ผู้บริหารคนนี้” ได้เริ่มตามหา “เธอ”

จนกระทั่ง เวลาประมาณ 1 ทุ่ม “ผู้บริหารท่านนี้” มาพบ “เธอ” และพูดว่า “มาอยู่ที่นี่เอง ตามหาตั้งนาน” แต่ “เธอ” ไม่ได้ตอบอะไร และนั่งคุยกับเพื่อน จนประมาณ 5 ทุ่ม เลยชวนเพื่อนๆ ไปตู้เสบียง เพื่อคุยถ่วงเวลาให้นานที่สุด

ปรากฎว่า “ผู้บริหารคนนี้” ยังตามมา และพยายามขยับมานั่งใกล้ๆ ก่อนละลาบละล้วง ใช้มือลูบผม โอบไหล่จน “เธอ” เริ่มอึดอัด จนกระทั่ง “ผู้บริหารหญิงคนหนึ่ง” เห็นผิดสังเกต เลยเอ่ยปากให้ “เธอ” กลับไปนอน

ต่อมาขณะ “เธอ” ถอดคอนแทคเลนส์ที่อ่างล่างมือหน้าห้องน้ำ ปรากฎว่า “ผู้บริหารรายนี้” เดินตามมา ดึงแขนไว้ก่อนพูดคุยว่า “ทำไมไม่ทักผม ชวนไปทานข้าวก็ไม่ยอมไป” เธอเองไม่ตอบ และพยายามเลี่ยงไปนอน

แต่ “ผู้บริหารชาย” ยังถามต่อว่า “แฟนหวงนักหรือ ไปแอบมีลูกอีกคนตอนไหน” ทำให้เธอรู้สึกแย่มาก เพราะเธอแต่งงานมีสามีโดยเปิดเผย และการมีลูกก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่กลับมาถูกซักไซร้ไล่เรียง

เคราะห์ยังดีเป็นครั้งที่สอง เมื่อ “ผู้บริหารหญิงคนเดิม” ที่เห็นความผิดปกติตั้งแต่ต้น ได้เดินเข้ามาทำทีพูดคุยกับเธอ จนเธอมีโอกาสหนีเข้าไปนอน

ต่อมาเวลาประมาณตีสอง ขณะ “เธอ” หลับอยู่ดีๆ ต้องสะดุ้งตื่น เพราะ “ผู้บริหารชายท่านนี้” ได้บุกเข้ามาในห้องและนอนกอดลวนลาม “เธอ” มือจับแขนล็อกขาเอาไว้ “เธอ” พยายามออกอุบายขอเข้าห้องน้ำ แต่ “ฝ่ายชาย” กลับไม่ยอม บอกให้อยู่เฉยๆ และออกไปจากห้อง

ต่อมา “เธอ” นอนร้องไห้ด้วยความกลัว ปรากฎว่า “ผู้บริหารชายรายนี้” กลับเข้ามาที่ตู้นอนเธอในช่วงตีสามอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ “เธอ” จะลุกหนี แต่ “ผู้บริหารชาย” ได้ใช้มือรวบตัวแล้วดึงผม จังหวะนั้นมีคนเดินผ่านมา ฝ่ายชายเลยบอกให้เงียบๆ แล้วก็ออกไปจากห้องอีกครั้ง

เธอมาทราบภายหลังว่า เพื่อนๆ พยายามเดินมาหาเธอ แต่ถูกลูกน้องของผู้บริหารคนนี้กันเอาไว้ ไม่ให้เดินผ่านประตูทางเข้าขบวนที่ 9 ทำให้เธอเริ่มคิดได้ว่า การที่จัดให้เธอนอนเตียงล่างติดห้องน้ำ น่าจะเป็นการวางแผนเอาไว้แล้ว

หลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เธอเจ็บแขนและข้อมือ ปวดต้นคอและคาง สร้อยคอและสร้อยข้อมือขาด เธอคิดถึงขั้นลาออกไปทำงานอย่างอื่น เพราะทน “ผู้บริหารรายนี้” ไม่ไหว เพราะเธอต้องกลายเป็นเครื่องระบายตามที่ “เจ้านาย” ต้องการ

ต่อมา ได้มีเพื่อนที่ทำงานหน้าห้องผู้บริหารหญิงที่ช่วยเธอไว้ เดินเข้ามาหาที่ห้อง และเห็นผมเธอร่วงเป็นกระจุกบนเตียงนอน เลยซักถาม จนเธอร้องไห้ และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง

ต่อมา “ผู้บริหารหญิง” ที่ช่วยเธอไว้ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ตู้เสบียง ได้รับทราบเรื่อง ได้เดินเข้ามาหาเธอ และกอดพร้อมปลอบใจ บอกว่า “ไม่ต้องกังวล กลับไปแล้วจะเป็นพยานให้ตามความจริง”

หลังจากงานสัมมนาเสร็จ เธอได้ลางานต่ออีก 3 วัน เพราะไม่กล้าเดินทางกลับโดยรถไฟ ร่วมขบวนกับผู้บริหารรายนี้ ก่อนนำเรื่องไปปรึกษาหัวหน้างานของเธอ ที่เป็นผู้บริหารหญิง

“เธอ” ยืนยันว่า คงไม่กล้าไปแจ้งความ เอาผิดกับผู้บริหารชายรายนี้ เพราะทั้งทรงภูมิความรู้ เชี่ยวชาญกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

หัวหน้างานของเธอได้รับทราบเรื่องราวของเธอทั้งหมด และให้กำลังใจ เข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงเหมือนกัน พร้อมย้ำว่า ตัวเธอเป็นแม่ ก็ยิ่งต้องเข้มแข็งเพื่อลูก และบอกให้เก็บหลักฐานทั้งหมดให้ดี ปัญหาเกิดเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ต้องเรียนรู้ อย่าให้ปัญหามาฉุดเราให้ตกต่ำ

เมื่อได้ฟัง ทำให้เธอร้องไห้ ทางผู้บริหารเลยให้กลับไปพัก

จากนั้นเธอได้คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด และตัดสินใจได้เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะต่อสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเธอด้วยความเข้มแข็ง และนำเรื่องพร้อมหลักฐานทั้งหมด ยื่นต่อหน่วยงานต้นสังกัดในช่วงปลายเดือนก่อน

เธอย้ำว่า แม้เธอเป็นผู้น้อย ก็ไม่ควรมีใครมาข่มเหงรังแก ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่แม่ของเขา จะต้องถูกกระทำจากผู้บังคับบัญชาอย่างเธอ

“ดิฉันต้องเข้มแข็ง ต้องอดทนอีกเท่าไหร่ หนักพอแล้ว หวังเหลือเกินว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากท่าน” จดหมายร้องเรียนระบุ

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุด ได้มีการเซ็นหนังสือสั่งย้ายผู้บริหารชายท่านนี้แล้ว มีผลในวันที่ 8 ก.ค. ทางหน่วยงานต้นสังกัด จะได้เร่งสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

………………………..

รายงานพิเศษ : ฟ้าคำราม

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img