กกต. เริ่มพิจารณาคดีทุจริตเลือก สว. นัดแรกเมื่อ 8 มิ.ย. กำหนดกรอบประชุม 12 นัดแบบจันทร์เว้นจันทร์ เหตุมีเอกสารหลักฐานจำนวนมากและต้องแยกพิจารณาเป็นรายจังหวัด “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ย้ำพยายามทำให้เสร็จเร็วที่สุดแต่ต้องรอบคอบ ปฏิเสธแนวคิด “เป่าคดี” พร้อมระบุคำวินิจฉัยสุดท้ายจะลงมติรวมครั้งเดียว
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 9 มิ.ย.69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดี “ฮั้ว สว.” ว่า กกต. ได้เริ่มพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นนัดแรกแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติกำหนดกรอบการประชุมจำนวน 12 นัด ในรูปแบบประชุมทุกวันจันทร์แบบ “จันทร์เว้นจันทร์”
ประธาน กกต. ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่สามารถประชุมต่อเนื่องทุกสัปดาห์ได้ เนื่องจากคดีมีเอกสารและข้อมูลหลักฐานจำนวนมาก กกต. จำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน อีกทั้งต้องวางแผนการประชุมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้วิธีแยกพิจารณาเป็นรายจังหวัด ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมเรื่องนี้ได้ทุกวัน ส่วนวันอื่น ๆ กกต. ยังดำเนินการประชุมวาระปกติเรื่องอื่นตามกรอบเวลาที่มีอยู่
“เราจะพยายามทำให้เสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนด แต่หากเสร็จเร็วเกินไป สังคมก็อาจมองว่าไม่รอบคอบ ยืนยันว่า กกต. ทุกคนนำความคิดเห็นจากทุกชั้นมาพิจารณา และต้องดูเอกสารเองทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่มีการพิจารณาแบบรวบรัดแน่นอน” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ เปิดเผยถึงผลการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ว่า ที่ประชุมสามารถพิจารณาได้เพียงจังหวัดเดียว คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือว่าช้ากว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะพิจารณาให้ได้หลายกลุ่มจังหวัด เนื่องจากมีข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่กรรมการต้องซักถามผู้ชี้แจงอย่างรอบคอบ จึงใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้
เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลจากหลายฝ่ายว่า อาจมีการ “เป่าคดี” เพื่อช่วยเหลือกันหรือไม่ ประธาน กกต. ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบันเป็นชุดที่เข้ามารับหน้าที่ใหม่ และทุกคนตระหนักดีว่าสังคมกำลังจับตาและคาดหวังการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด
“พวกเราคุยกันตลอดว่าต้องทำหน้าที่ให้อยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เรารู้ว่าสังคมมองเราอย่างไร และเราไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์แบบนั้น ขอให้สังคมมั่นใจได้ว่าการประชุมของพวกเราเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด” นายณรงค์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ประธาน กกต. ระบุว่า คำวินิจฉัยในอนาคตจะเป็น “คำวินิจฉัยรวม” และจะมีการลงมติพร้อมกันเพียงครั้งเดียว เนื่องจากกรรมการ กกต. ทุกคนได้รับทราบและศึกษาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายร่วมกันมาตลอดกระบวนการพิจารณา



















