หน้าแรกHighlightเปิดผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้คนไทยตื่นตัวแห่ใช้สิทธิพุ่ง 40 ล้านคน

เปิดผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้คนไทยตื่นตัวแห่ใช้สิทธิพุ่ง 40 ล้านคน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เปิดพลวัตการเมืองไทย! “ซูเปอร์โพล” ประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 พบสัญญาณบวกประชาชนแห่ตัดสินใจไปใช้สิทธิพุ่งกว่า 40 ล้านคน ลดกลุ่มลังเลได้ชัดเจน เผย “ภูมิใจไทย” นิ่งและนำด้วยฐานเสถียรภาพ ขณะ “เพื่อไทย” ได้แต้มต่อแคนดิเดตคนรุ่นใหม่ ส่วน “พรรคประชาชน” ฟื้นตัวจากกระแสเห็นใจ ย้ำกลุ่ม “พรรคใหม่” โตพุ่งกว่า 7 ล้านคะแนน สะท้อนคนไทยแสวงหาทางเลือกใหม่ ไม่ยึดติดการเมืองแบบผูกขาด

เมื่อวันที่​ 4​ ม.ค.69 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจผลประมาณการของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพลวัตการเมืองไทยกับพลังการใช้สิทธิของประชาชน อาศัยการวิเคราะห์จากประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ครั้งที่ 3 การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงกระบวนการตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นดัชนีวัดพลังของประชาชนที่สะท้อนระดับความตื่นตัว ความเชื่อมั่น และความหวังต่ออนาคตของประเทศ

รายงานของซูเปอร์โพลนี้จึงมีนัยสำคัญไม่เฉพาะต่อพรรคการเมือง แต่ต่อโครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยรวม มีรายละเอียดดังนี้

ความตั้งใจไปใช้สิทธิของประชาชนเป็นสัญญาณบวกต่อประชาธิปไตยไทย

ผลการประมาณการครั้งที่ 3 พบว่า จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 38,307,548 คน (ครั้งที่ 1) เพิ่มเป็น 39,793,156 คน (ครั้งที่ 2) และเพิ่มเป็น 40,801,253 คน (ครั้งที่ 3)

ในขณะเดียวกัน กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 12,256,293 คน อย่างมีทิศทางชัดเจน ตัวเลขเพิ่ม–ลดของทั้งสองกลุ่มมีขนาด “สมดุลกัน” แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดจากโครงสร้างประชากร แต่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเชิงพฤติกรรมทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ความลังเล” ไปสู่ “การตัดสินใจใช้สิทธิ”

ในเชิงวิชาการ นี่คือสัญญาณของการฟื้นตัวของการมีส่วนร่วมของพลเมือง (civic engagement) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

ที่น่าสนใจคือ รูปแบบการใช้บัตรสองใบ ประชาชนคิดเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลชี้ว่า ร้อยละ 59.6 ของประชาชนเลือกทั้ง ส.ส. เขต และบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน ขณะที่ร้อยละ 31.8 เลือกคนละพรรค สะท้อนพฤติกรรมการลงคะแนนที่ “แยกแยะ” และ “คำนวณเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ไม่ได้เลือกด้วยอารมณ์หรือภาพลักษณ์เพียงมิติเดียว

ผลโพลนี้สะท้อนความเป็นผู้มีเหตุผลทางการเมือง (rational voter) ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เติบโต

พลวัตคะแนนเสียงและสาเหตุของคะแนนที่เพิ่มขึ้น จากพรรคใหญ่สู่พื้นที่เปิดของพรรคใหม่

ผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้ให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก: พรรคการเมืองหลักยังคงมีฐานคะแนนแข็งแรง โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พรรคประชาชนมีการฟื้นตัวของคะแนนเสียงหลังจากผันผวนในช่วงกลาง

พรรคการเมืองขนาดใหญ่ คะแนนที่ “นิ่งและนำ” จากความคุ้นเคยและเสถียรภาพทางการเมือง

กรณีของพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 8.4 ล้านคะแนนเป็น 9.4 ล้านคะแนนในลักษณะ “นิ่งและนำ” สะท้อนปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า ฐานเสียงเชิงเสถียรภาพ (stable voter base) ในการรวมตัวของเครือข่ายฐานเสียง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้นเคย ความชัดเจนของบทบาททางการเมือง และความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรูปธรรมมากกว่าความหวือหวาเชิงวาทกรรมและดราม่าการเมือง

คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ผันผวนมาก แสดงให้เห็นว่าผู้สนับสนุนกลุ่มนี้ตัดสินใจบนฐาน “ความมั่นใจ” และเครือข่าย มากกว่า “อารมณ์ทางการเมือง” ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองการเมืองในมิติการจัดการเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ (network-oriented voters) มากกว่าการเมืองเชิงสัญลักษณ์

ประการที่สอง: พรรคเพื่อไทย – พลังผสมของผู้นำพรรคคนรุ่นใหม่กับความหวังเชิงอนาคต

แนวโน้มคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้น มีนัยสำคัญจาก 7.5 ล้านคะแนนเป็น 7.9 ล้านคะแนน หลังเห็นชัดจากการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางจินตนาการของอนาคต (symbolic future representation) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความต้องการของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ได้มองเพียงผลงานในอดีต แต่ต้องการเห็น “การส่งผ่านรุ่น” ทางอำนาจและวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยทำงานตอนต้นและวัยกลางคน

พรรคประชาชน – ความเห็นใจในมิติความเป็นมนุษย์กับการเมืองเชิงศีลธรรม

การเพิ่มขึ้นของคะแนนเสียง จาก 4.5 ล้านคะแนนเป็น 4.7 ล้านคะแนน สามารถอธิบายได้ผ่านกรอบการเมืองเชิงศีลธรรม (moral politics) และการเมืองเชิงอารมณ์สาธารณะ (affective politics) โดยเฉพาะกรณีที่สังคมรับรู้ต่อสถานการณ์ของแกนนำพรรค เช่น ไอซ์ รักชนก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือบูลลี่ในประเด็นส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง ความเห็นใจและความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม” ที่ประชาชนรับรู้ อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังสนับสนุนทางการเมือง โดยมิได้หมายความว่าประชาชนเลือกจากความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแสดงจุดยืนเชิงคุณค่า (value-based voting) ว่า การเมืองควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช้ความรุนแรงทางวาทกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ประการที่สาม: กลุ่ม “เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่”

กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 4.56 ล้านคะแนน เป็น 7.48 ล้านคะแนน แสดงให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยยัง “เปิด” และประชาชนยังคงแสวงหาทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากพรรคขนาดใหญ่

รายงานซูเปอร์โพล ประมาณการคะแนนพรรคเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรก พบคะแนนเพิ่มขึ้นทุกพรรค ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ เพิ่มจาก 7 แสนคะแนน เป็น 9 แสนคะแนน, พรรคปวงชนไทย เพิ่มจาก 4.7 แสนคะแนน เป็น 5.8 แสนคะแนน และพรรคไทยก้าวใหม่ เพิ่มจาก 2.6 แสนคะแนน เป็น 3.7 แสนคะแนน

สะท้อนวัฏจักรความหวังทางการเมือง (political hope cycle) กล่าวคือ ในช่วงที่ประชาชนจำนวนหนึ่งร

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img