ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยหนักหนาสาหัส ส่อเค้าว่า จะหนักกว่าปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกผันผวน หลายสำนักคาดการณ์ว่าในปีนี้ GDP โลกโตราว 3.0-3.3% ชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน ต้องเข้าใจว่า โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต่อเนื่องจากปี 2568 หลายเรื่อง
อันดับแรก คือ “ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา” ที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน แม้ตอนนี้จะมีความตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ไม่รู้ว่า ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ หากยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันในการยุติความขัดแย้งได้ ความสูญเสียก็จะเกิดกับทั้งสองฝ่าย ทั้งในเรื่องความมั่นคงและความเสียหายด้านเศรษฐกิจ
นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ทำให้การค้าขายและการท่องเที่ยวแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเงียบเหงา กระทบชีวิตและความเป็นอยู่ รวมถึงธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชาจะหนักกว่า เพราะต้องพึ่งพาไทย

แต่ที่ได้รับผลกระทบทั้งคู่ น่าจะเป็นเรื่อง “แรงงาน” หลังจากเกิดความขัดแย้ง “แรงงานกัมพูชา” จำนวนมากต้องกลับประเทศ ทำให้ไม่มีเงินส่งกลับเข้าประเทศเหมือนแต่ก่อน ส่วนไทยมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ในปี 2569 “ภัยสแกมเมอร์” ที่ยึดโยงกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และเป็น “ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ” ชัดเจน เงินรั่วไหลออกจากระบบ เงินของประชาชนถูกหลอกโอน สูญหายโดยไม่ก่อให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุน ส่งผลกำลังซื้อหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำที่เปราะบางอยู่แล้ว
ปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยเสียหายจากภัยสแกมเมอร์ ราว 1.1 แสนล้านบาท ที่สำคัญยังทำให้ความเชื่อมั่นในระบบการเงินและดิจิทัลลดลง ผู้คนระแวงการใช้แอปของธนาคาร หรือการค้าขายออนไลน์ ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลโตช้ากว่าศักยภาพทั้งที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในอนาคต อีกทั้งกระทบภาพลักษณ์ประเทศ หากไทยถูกมองว่า เป็นทางผ่านของเครือข่ายสแกมเมอร์ จะกระทบถึงการท่องเที่ยว การลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
อีกโจทย์ที่ท้าทายและติดพันจากปีที่ผ่านมา หลังจากการกลับมารอบ 2 ของ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ ที่เขย่าระบบการค้าโลกสั่นสะเทือนเข้าสู่โหมด “ไม่แน่นอน” อีกครั้ง จาก มาตรการภาษีตอบโต้ แบบครอบคลุม ไทยโดนหางเลขถูกตั้งอัตราภาษีสูงถึง 36% แนวโน้มสหรัฐฯคงจะชะลอการตัดสินใจออกไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่ หากการเจรจายิ่งล่าช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งมี “ความเสี่ยง” เนื่องจากมูลค่าการส่งออกจากไทยไปสหรัฐอเมริกาเกือบ ๆ 2 ล้านล้านบาท
ในปี 2569 การส่งออกไทยยังมีความเสี่ยงจาก“พ.ร.บ.โลกร้อน” ที่ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ นำเรื่องเข้าสู่สภาฯ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป หรือ “อียู” ที่เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ผลกระทบจะตกอยู่กับอุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ยและไฟฟ้าที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า CBAM จะส่งผลกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไป EU ในปี 2569 คิดเป็นมูลค่า 28,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ “ความเสี่ยงจากสินค้าจีนทะลักเข้าไทย” จะเป็นความเสี่ยงในปี 2569 ผลจากการลดการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐมูลค่า 301.7 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า จากตลาดสหรัฐฯ ไปสู่ตลาดอื่น ๆ ไทยเป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียน ที่สินค้าจีนจะทะลักเข้ามาขาย รองจากเวียดนาม และมาเลเซีย โดยเข้ามาในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของสินค้าจีนที่ขายไปสหรัฐฯ ไม่ได้ คิดเป็นมูลค่า 69,781-88,298 ล้านบาท
สินค้าส่วนใหญ่ ได้แก่ เครื่องใช้สำหรับโทรคมนาคม อุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เป็นต้น นอกจากผู้ประกอบการไทยจะโดนสินค้าจีนต้นทุนต่ำกว่าแย่งตลาดแล้ว ยังจะทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนอีกด้วย
สำหรับโจทย์ใหม่ที่ท้าทาย นั่นคือ“ความเสี่ยงด้านการคลัง” ทุกวันนี้ฐานะการคลังของไทย อ่อนแอกว่าประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ซึ่งเป็นระดับน่าลงทุน (BBB+/Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการคลังขาดดุลต่อเนื่อง ทั้งนี้หาก Nominal GDP (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศที่คำนวณจากราคาปัจจุบันในปีนั้นจริง ๆ โดยยังไม่หักผลของเงินเฟ้อหรือเงินฝืด) โตเพียง 3% ต่อปี การขาดดุลอาจเกิน 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะอาจแตะ 70% ภายในปี 2570 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

อีกโจทย์ที่เป็นความท้าทายใหม่คือ “ภาวะเงินฝืด” ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวม เพิ่มช้ากว่าปกติ หรือบางช่วงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะรู้สึกว่า ของราคาไม่แพง แต่ในมุมเศรษฐกิจสะท้อนว่า “กำลังซื้ออ่อนแรง” เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะคนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจขายของยากและไม่กล้าลงทุน
สาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งในเรื่อง“หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่โตช้า โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและ SME การส่งออกและภาคอุตสาหกรรมฟื้นไม่เต็มที่จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสังคมไทยเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น และการแข่งขันด้านราคาสูง ทำให้ธุรกิจต้องลดราคาหรือจัดโปรโมชั่นตลอด หากสถานการณ์การเงินฝืดรุนแรงขึ้นจะเป็นอันตรายกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
ทั้งหมดนี้…ล้วนเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่ท้าทาย รอพิสูจน์ฝีมือ “รัฐบาลใหม่” ในปี 2569
……………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















