ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ประชาชนเริ่มตัดสินใจจากตัวเลือกจริงมากขึ้น แต่คะแนนผู้นำยังเบียดกันใกล้ ขณะที่ประชามติรัฐธรรมนูญแม้แนวโน้มเห็นชอบนำ แต่คนไม่แน่ใจเพิ่ม เสี่ยงกระทบความชอบธรรมในอนาคต
เมื่อวันที่ 8 ก.พ.สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (สำรวจครั้งที่ 3) ทิศทางการเลือกตั้งและการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ซึ่งได้มอบนโยบายสำคัญในการพัฒนา KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองอย่าง “เป็นกลาง เป็นจริง และเป็นประโยชน์” ภายใต้มาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ โดยไม่มุ่งชี้นำทางการเมือง หากแต่ทำหน้าที่ “ฟัง” เสียงการเมืองจากประชาชน เพื่อนำข้อมูลไปใช้เป็นฐานความรู้สำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน ในการทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การสำรวจดังกล่าวเป็น KPI Poll ครั้งที่ 07 เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง (ภาพรวมประเทศและกรุงเทพมหานคร) และจังหวัดละ 400 ตัวอย่าง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ระยอง และภูเก็ต รวมถึงการสำรวจเชิงพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร 10 เขตเลือกตั้ง
ผู้นำยังสูสี “ยังไม่มีคนเหมาะสม” ลดลงต่อเนื่อง
ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนประชาชนที่เห็นว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี” ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าประชาชนเริ่มตัดสินใจจากตัวเลือกที่มีอยู่จริงมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันในกลุ่มผู้นำมีลักษณะสูสีและผันผวนสูง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุด ตามมาด้วย ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ผู้สมัครบางรายมีคะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพรวมสะท้อนว่าการชิงธงนำจัดตั้งรัฐบาลยังเปิดกว้าง และอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามบริบททางการเมืองและความน่าเชื่อถือของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง
ประชามติรัฐธรรมนูญ เห็นชอบยังเกินครึ่ง แต่ความไม่แน่ใจเพิ่ม
ในประเด็นการลงประชามติรัฐธรรมนูญ พบว่าประชาชนที่ เห็นชอบยังคงมีสัดส่วนเกินครึ่ง แต่ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่กลุ่ม “ไม่แน่ใจ/ไม่แสดงความเห็น” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนความเปราะบางของประเด็นดังกล่าว แม้สังคมจะเปิดรับในหลักการ แต่ยังไม่มั่นใจในรายละเอียด โดยเมื่อสอบถามความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” พบว่าประชาชนมีความเข้าใจแตกต่างกัน ทั้งการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ การแก้ไขบางมาตรา หรือยังไม่แน่ใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของการลงประชามติในอนาคต
แนวโน้มสภาหลายขั้ว ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากลำพัง
จากการบูรณาการข้อมูลเชิงโครงสร้างคะแนน ฐานเสียงเดิม บริบทพื้นที่ และผลโพลในช่วงโค้งสุดท้าย คาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะมี 3 พรรคใหญ่ แต่ยังไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากได้ด้วยตนเอง โดยพรรคขนาดกลางจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล และตัวผู้นำประเทศคนใหม่ สะท้อนว่าโจทย์หลังการเลือกตั้งยังคงเป็นเรื่องของ รัฐบาลผสมและเสถียรภาพในการบริหารประเทศ
บทสรุป: สนามก่อนเลือกตั้งยังเปิดกว้าง
รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ ระบุว่า ผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 07 เป็นภาพสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และการตัดสินใจของประชาชนก่อนวันเลือกตั้งจริง ซึ่งยังมีความผันผวนสูง ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงการตัดสินใจกับโจทย์หลังเลือกตั้งมากขึ้น ไม่ได้พิจารณาเพียงตัวบุคคลหรือพรรคที่ชื่นชอบ แต่คำนึงถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพของประเทศ ขณะที่การลงประชามติรัฐธรรมนูญจะเป็นบททดสอบสำคัญของคุณภาพการสื่อสารข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดกติกาทางการเมืองของประเทศไทยในระยะต่อไป





















