หน้าแรกHighlight“เงินบาท”เปิดตลาด“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ดอลล่าร์อ่อนค่า-หนุนทองคำปรับตัวขึ้น!

“เงินบาท”เปิดตลาด“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ดอลล่าร์อ่อนค่า-หนุนทองคำปรับตัวขึ้น!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ยังร้อนแรงอยู่ อีกทั้งเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงเพิ่มเติมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.27 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.08-31.30 บาทต่อดอลลาร์) หลังบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) กดดันให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ยังร้อนแรงอยู่ อีกทั้งเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงเพิ่มเติมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ

อนึ่ง การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทถูกจำกัดลงบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มที่อินเดียอาจซื้อน้ำมันจากรัสเซียน้อยลง นอกจากนี้ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย จังหวะการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ ได้มีส่วนกดดันให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงจากโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.47% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.90%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.70% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบินปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่วนหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาแร่โลหะในช่วงนี้เช่นกัน

ในส่วนตลาดบอนด์ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.20% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 29% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ประเมินว่า ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศในสัปดาห์นี้อาจสะท้อนการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯอยู่ อีกทั้งล่าสุด New York FED ได้รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้น (1-year Inflation Expectations) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 3.1% ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่นอาจพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จากผลการเลือกตั้งล่าสุดของญี่ปุ่นลงบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น อย่างบอนด์ยีลด์ 10 ปีกลับไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง อย่างที่ตลาดกังวล แม้พรรค LDP และพันธมิตรจะสามารถกวาดที่นั่งในสภา เกิน 2 ใน 3 (Supermajority)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯและภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯในวันพุธนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงสู่โซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.8-97.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ กอปรกับการปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯได้หนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย.2026) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 5,000-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรบ้างในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯในเดือนธันวาคม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนมกราคม รวมถึงดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (Employment Cost Index) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 พร้อมทั้งติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งคอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้โดยรวมเรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง สอดคล้องกับสถิติ Post-Election Rally ที่เงินบาทมักจะทยอยแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ย 2% ในช่วง 1 เดือน หลังรู้ผลการเลือกตั้งและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นมากกว่าระดับดังกล่าว หากผลการเลือกตั้งไม่นำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทย ซึ่งภาพดังกล่าวจะสอดคล้องกับแนวโน้มการทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นไทยได้

อย่างไรก็ดี เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยต้องจับตาโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญถัดไป 31.00 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ซึ่งมีโอกาสย่อตัวลงได้บ้าง และอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้ โดยต้องจับตาพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (สหรัฐฯ-อิหร่าน) รวมถึงปัจจัยสำคัญ อย่างมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ต้องรอลุ้น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ตามเวลาประเทศไทย

นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง และมีแนวโน้มที่เงินดอลลาร์จะแกว่งตัวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน อย่างมีนัยสำคัญต่อไป

และที่สำคัญจากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีตของ

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1.การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2.การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังดำเนินอยู่) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3.ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img