แพทองธาร พร้อมคู่สมรส เข้าเยี่ยม ทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ยืนยันอาการนอนไม่หลับดีขึ้น พร้อมเผยได้พูดคุยเรื่องคดีความเป็นหลัก ขณะที่ทนายความระบุได้ยื่นเอกสารพักโทษแล้ว หากผ่านการพิจารณา อาจได้รับการปล่อยตัวเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
เมื่อวันที่ 12 มี.ค. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยการเข้าเยี่ยมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 47 นับตั้งแต่นายทักษิณถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ
น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการเข้าเยี่ยมว่า นายทักษิณมีอาการโดยรวมสบายดี ส่วนปัญหาเรื่องการนอนไม่ค่อยหลับก่อนหน้านี้ ขณะนี้มีอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ในระหว่างการเยี่ยมไม่ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงเรื่องการเมือง โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องคดีความของนายทักษิณ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกของครอบครัว กรณีที่อีกประมาณ 2 เดือน นายทักษิณอาจจะได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ครอบครัวก็อยากให้อดีตนายกรัฐมนตรีได้ออกมา โดยในส่วนของเอกสารเกี่ยวกับการขอพักโทษนั้น ได้มอบหมายให้ทีมทนายความเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอน
ภายหลังจากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เข้าไปทักทายกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ รุ่นมงฟอร์ต 2508 รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนได้แจ้งว่า ในคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 จะเดินทางมาปักหลักพักค้างคืนบริเวณหน้าเรือนจำ เพื่อรอรับนายทักษิณ หากได้รับการปล่อยตัวในเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
ด้าน วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของ ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับการพักโทษเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิจารณาของ กรมราชทัณฑ์ ซึ่งตนไม่ขอก้าวล่วงกระบวนการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์และได้รับการพิจารณาอนุมัติ นายทักษิณอาจได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ช่วงเวลาประมาณ 07.00 น.
ส่วนกรณีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลให้ร้าย ทักษิณ ชินวัตร นั้น วิญญัติ ชาติมนตรี ระบุว่า ทีมทนายความได้เริ่มดำเนินการทางกฎหมายแล้ว โดยจะมุ่งเน้นดำเนินคดีกับบุคคลหลักที่ปล่อยข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างกระแสในสังคม แม้ว่าจะมีประชาชนบางส่วนที่โพสต์ข้อความเข้าข่ายใส่ร้าย แต่จะพิจารณาคัดเลือกผู้ที่ควรดำเนินคดีเป็นหลัก มากกว่าการฟ้องร้องทุกกรณี.



















