อดีต กกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเลือกตั้งเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ขอคัดสำนวนและทวงถามข้อเท็จจริง หลังมีกระแสข่าวถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหนัก อั้งยี่ ซ่องโจร และขัดขวางการเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตข้อมูลรั่วไหลสู่สื่อก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 12 มี.ค. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และ นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ “ครูชัย” เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อทวงถามข้อเท็จจริงและขอคัดสำนวนคดี หลังมีกระแสข่าวว่ารองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนัก อาทิ อั้งยี่ ซ่องโจร และขัดขวางการเลือกตั้ง
ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวน สมชัย ศรีสุทธิยากร เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คนเพิ่งรู้จักกันได้เพียงประมาณ 1 เดือน ทำให้ข้อกล่าวหาในลักษณะ “อั้งยี่” ดูไม่มีน้ำหนัก การเดินทางมาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ทางกองบังคับการปราบปรามยืนยันอย่างเป็นทางการว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลใดบ้าง และแต่ละคนถูกตั้งข้อกล่าวหาอย่างไร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเพียงข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน แต่ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจาก กกต. ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหา
อดีต กกต. ยังเรียกร้องให้ทางกองบังคับการปราบปรามออกหนังสือยืนยันว่า ข้อมูลรายชื่อและข้อกล่าวหาที่หลุดไปยังสื่อมวลชนไม่ได้มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากตำรวจยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ก็อาจหมายความว่าข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่จากฝั่งผู้แจ้งความ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนหลายรายได้ยืนยันด้วยวาจาว่า ข้อมูลไม่ได้หลุดจากตำรวจ แต่ในวันนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดรายชื่อและข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่
ด้านนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ มองว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP โดยอาศัยการปล่อยข่าวลือที่คลุมเครือยาวนานเกือบ 2 สัปดาห์ แทนที่จะมีการประกาศข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าเทคโนโลยีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เครื่องมือป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งตนพร้อมนำเสนอหลักฐานทั้งหมดต่อกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ “ครูชัย” แสดงความผิดหวังที่การเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน พร้อมมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรม ที่มีการปล่อยข่าวสร้างกระแสโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบหรือเรียกเข้าชี้แจง ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอคำตอบจากหนังสือสอบถามอย่างเป็นทางการต่อไป
สมชัย ศรีสุทธิยากร ประเมินว่า ตำรวจอาจใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการดำเนินการตามคำร้องขอ ระหว่างนี้กลุ่มผู้เสียหายอาจขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้เปิดเผยแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดีกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากพบหลักฐานว่ามีการจงใจปล่อยข่าวเพื่อกลั่นแกล้งประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า กกต.จะไม่ใช้ระบบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีก เนื่องจากอาจสร้างความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีดังกล่าวแล้ว.



















