spot_img

“รมว.ยุติธรรม”สนธิกำลังร่วมภารกิจ“DSI” ลุยตรวจ“คลังน้ำมัน”ใหญ่ภาคใต้ 11 แห่ง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รายใหญ่! รมว.ยุติธรรม สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมภารกิจ DSI ตรวจ ‘คลังน้ำมัน’ ใหญ่ภาคใต้ 11 แห่ง พบผู้ค้ามาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังเดือน มี.ค.รับน้ำมันเข้าคลัง มากกว่าขายออก ต่างจากเดือน ก.พ. ที่รับเข้า-ขายออกใกล้เคียงกัน เร่งขยายผล เล็งรับเป็นคดีพิเศษ

วันที่ 1 เมษายน 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และพลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พันตำรวจตรี สุทศธวรรศ อารีย์รัตนะนคร และร้อยตำรวจ เอกเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พลตำรวจตรี สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะให้การต้อนรับ

จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการพบ ผู้ค้ามาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือนมีนาคมมีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมจึงให้มีการตรวจสอบขยายผลต่อไป ว่าเป็นกรณีที่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกถึงเจ็ดปีหรือไม่ หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา

“ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือ มีแล้วแต่ปฏิเสธการขาย ชหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคมในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน หากพบความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ และจะดำเนินคดีในทุกมิติ และถ้าหากพบมีการกระทำความผิดเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดี ฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป”พลตำรวจโท รุทธพลฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img