เทพไท เสนพงศ์ ผันตัวเป็นนักวิเคราะห์การเมือง ออกโรงสแกนพฤติกรรม ส.ส. ยุคโซเชียล เปรียบเทียบชัด ๆ 5 ด้าน ชี้เม็ดเงิน-คอนเทนต์แย่งซีนผลงาน จนทำลายมนต์ขลังการเมืองยุคเก่า วอนสังคมร่วมคิดทำไมประชาชนเชื่อมั่นลดลง
เทพไท ออกมาแสดงความเห็นเชิงวิเคราะห์ต่อบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ส.ส.ยุคนี้กำลังเผชิญกับปัญหาความเชื่อถือจากสังคมที่ลดลง เมื่อเทียบกับนักการเมืองในอดีตที่เคยได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้ทรงเกียรติ” มากกว่า
เมื่อวันที่ 25 พ.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองโพสต์ข้อความถึงกรณี ทำไมส.ส.ยุคนี้ ความน่าเชื่อถือต่ำ โดยมีเนื้อหาว่า
ถ้าจะพูดถึงบทบาทของนักการเมืองถือส.ส. ในยุคนี้ ก็ต้องยอมรับความจริงว่า เป็นอาชีพที่ต้นทุนทางสังคมต่ำ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาท และเครดิตของนักการเมืองที่เข้ามาเป็นส.ส.อย่างเสียหาย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเกียรติในสายตาประชาชน หรือเป็นตำแหน่งที่น่ารังเกียจด้วยซ้ำไป ถ้าหากเปรียบเทียบกับนักการเมืองหรือส.ส.ในอดีตยุคเก่า ต้องยอมรับว่า นักการเมืองในอดีตเป็นนักการเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ทรงเกียรติ และคนที่มาเป็นนักการเมืองก็ได้รับเกียรติจากสังคมอย่างสูง ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันน่าจะมีความแตกต่างกันใน5ประการ คือ
1.การเข้าสู่ตำแหน่งส.ส.ในอดีต กว่าจะได้มาเป็นส.ส. ส่วนใหญ่ต้องตั้งเวทีปราศรัยหาเสียง ขอเสียงจากประชาชน การซื้อเสียงมีน้อยมาก จะมีก็เฉพาะบางเขต บางภาค บางพรรคเท่านั้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ได้มาด้วยศรัทธาของประชาชนและอุดมการณ์ของพรรคการเมือง ที่ประชาชนยอมรับ และเลือกเข้ามา แต่ในยุคนี้การเข้าสู่ตำแหน่งของส.ส. 80% ของส.ส.ระบบเขต ซื้อเสียงมาทั้งนั้น ใครไม่ซื้อเสียงก็สอบตก แต่เขตใช้เงินกันเขตละ 50-100 ล้านบาท หรือมากกว่านั้นก็ยังมี สำหรับเขตที่มีการแข่งขันกันสูง เพราะฉะนั้นการลงทุนกันด้วยวงเงินมหาศาล จากการสนับสนุนของพรรคการเมือง เมื่อเข้าไปเป็นส.ส.เข้าไปเป็นรัฐบาล ต้องมีการถอนทุนคืนอย่างแน่นอน และเห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2569 ซื้อเสียงกันรุนแรงมากที่สุด
2.การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ในอดีตการอภิปรายไม่ได้ใช้เอกสาร ใช้วาทะโวหาร ปฏิภาณไหวพริบล้วนๆ จะใช้เอกสารอ้างอิง ก็เมื่อจำเป็นจริงๆ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะใช้เอกสารประกอบเฉพาะแผ่นชาร์จ นำมาวางบนขาตั้ง ซึ่งผิดอภิปรายต้องใช้ไอแพด ใช้ PowerPoint ใช้ภาพประกอบ ใช้ ai ช่วย ChatGPT ทำการบ้านให้ และการทำหน้าที่ของส.ส.ในสภายุคนี้กับยุคก่อนแตกต่างกัน คือยุคนี้บางพรรคมีเบี้ยขยัน มีเบี้ยเลี้ยง ถ้าหากว่าส.ส.คนใดอยู่สภาครบตลอด โหวตครบทุกครั้ง จะมีโบนัสให้ปีละ2ล้านบาท ถ้าส.ส.คนใดขาดประชุมไม่ได้โหวต จะหักเงินประจำเดือนครั้งละ 20,000 บาท ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าส.ส.บางพรรคต้องเฝ้าองค์ประชุม ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีเบี้ยเลี้ยงหรือโบนัสเข้ามาล่อใจให้ทำหน้าที่ เป็นการทำหน้าที่ของจิตสำนึกจริงๆ
3.การทำหน้าที่ในอดีต ส.ส.จะลงพื้นที่ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และจะเยี่ยมเยียนประชาชน ไปงานศพ งานบุญกับประชาชน แต่ส.ส.ยุคนี้มีลงพื้นที่บ้างประปราย ในขณะที่มีเงินค่าทำพื้นที่ เดือนละ 400,000 บาท และมีงบประมาณลงพื้นที่ให้ไปบริหารจัดการ ปีละ 250 ล้านบาทสำหรับส.ส.บางพรรค ยุคนี้มีส.ส.หลายคนเป็นผู้รับเหมา เป็นนักฮั้วการประมูล ใช้ตำแหน่งส.ส.บังหน้า หรือใบเบิกทาง แต่แท้จริงแล้วคือ เข้ามาเพื่อทำธุรกิจ หาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่มากกว่าเสียอีก
4.การทำหน้าที่ผ่านสื่อสารมวลชน ในอดีตส.ส.จะอภิปรายในสภาเพื่อให้สื่อมวลชนจับประเด็น และนำไปเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไปเป็นข่าวในโทรทัศน์ แต่ยุคนี้ส.ส.ไม่จำเป็นต้องอภิปรายอะไรมาก เน้นสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาแล้วโพสต์ในสื่อโซเชียล แล้วค่อยขยายผล หาประเด็นคมๆ ประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นที่หวือหวา สื่อจะนำขยายผลเอง จึงทำให้การทำหน้าที่ส.ส.บนหน้าสื่อของส.ส.ยุคนี้ เป็นเรื่องของการจัดอิเวนต์ ไม่เป็นสาระหรือประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เป็นการโฆษณาส่วนตัวมากกว่า
5.การแต่งตัวของส.ส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในอดีตส.ส.ทุกคนแต่งตัวสากลนิยม ส.ส.ผู้ชายใส่สูทผูกเน็คไท แต่งตัวสุภาพ ส.ส.ผู้หญิงใส่กระโปรง ไม่มีการนุ่งกางเกง มีอนุโลมช่วงหลังๆเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะแต่งชุดสุภาพ ชุดสูทสีเรียบ สีเข้ม ไม่ฉูดฉาด ซึ่งกับยุคนี้ที่แต่งกายกันตามแฟชั่น แต่งกายตามใจชอบ ใส่สูทบ้าง ไม่ใส่สูทบ้าง เน็คไทก็ไม่ผูกบ้าง แต่งชุดตามชาติพันธุ์บ้าง แต่งชุดตามเทศกาลประเพณี หรือแต่งชุดตามใจชอบ ซึ่งในข้อบังคับของการประชุมสภาได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องแต่งชุดสากลนิยม หรือชุดที่สุภาพ ยิ่งช่วงนี้มีมาตรการประหยัดพลังงาน จึงเปิดโอกาสให้ส.ส.แต่งกายกันตามใจชอบ จึงเห็นการแต่งกายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลากหลาย ไม่ต่างอะไรกับงานเลี้ยงหรือตลาดนัด ซึ่งถือว่าเป็นการไม่เกียรติ และไม่เคารพสถานที่ ซึ่งกับนักการเมืองในยุคอดีตที่เดินมา หรือเห็นภาพการประชุม สามารถบอกได้ว่า นี่คือสถานที่ทรงเกียรติ นี่คือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ยุคนี้ไม่แน่ใจว่า เห็นภาพแล้วไม่รู้ว่าวงสัมมนาหรือการมาชมการแสดงละครเวที หรือแสดงภาพยนตร์ ไม่สามารถจะบอกได้ว่าคืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก
ผมในฐานะที่เป็นอดีตนักการเมือง และปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ จึงนำตัวอย่างหรือประเด็นมาเปรียบเทียบ ระหว่างนักการเมืองในอดีตกับนักการเมืองปัจจุบัน ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้สังคมได้พิจารณากัน



















