ณ วันนี้ ประเทศไทยกำลังเนื้อหอมอีกครั้ง! จากกระแสการเข้าลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ของยักษ์ใหญ่บิ๊กเทคทั่วโลก ทั้งสัญชาติอเมริกัน และจีน ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Google และ Microsoft ต่างประกาศแผนการลงทุนระยะยาวในไทยอย่างเป็นทางการ
ล่าสุด! ในไตรมาสแรกของปี 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ได้ไฟเขียวโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ในปี 2568 มีเอกชนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท
ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง 33% จังหวัดชลบุรี 32% จังหวัดสมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกทม.
มีการคาดการณ์กันว่า ตลาดดาต้า เซ็นเตอร์ ไทย จะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตมากกว่า 4 เท่า ภายใน 6 ปี ทีเดียว ซึ่งสร้างโอกาสทั้งงานและรายได้มหาศาล ท่ามกลางกระแสคลื่นลูกใหม่ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดาต้า เซ็นเตอร์ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เนื้อหอมที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทยในฐานะเสือตัวที่เคยหลับ ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอยู่สปอตไลต์ระดับโลก ด้วยเพราะ…ไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่สามารถดึงดูดการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์จากทั่วโลกได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเลภูมิศาสตร์ ด้วยที่ว่าไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน เชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศหลายเส้นทาง ทำให้ Latency หรือค่าความหน่วงหรือระยะเวลาที่ข้อมูลใช้ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่ำสำหรับผู้ใช้ในภูมิภาค
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ สิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ที่มีทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8–13 ปี การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร และอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้น 100%
หรือแม้แต่เรื่องของราคาที่ดินถูกกว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ แม้เวลานี้ได้ประกาศระงับการก่อสร้างดาต้า เซ็นเตอร์ ใหม่ชั่วคราวไปแล้วก็ตาม
ที่สำคัญในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ที่พบว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือกฟผ. มีแผนที่จะเพิ่มกำลังระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับดาต้า เซนเตอร์ โดยเฉพาะ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ไทยจึงเนื้อหอมขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล ที่ได้วางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่ให้เกิดขึ้นในไทย เพราะหวังให้เป็นกลไกหลักในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่ง
แต่เวลานี้ในสนามการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาพลังงาน ที่จนถึงทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถตกลงปลงใจที่จะกำหนดอัตราโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้กับประชาชนคนไทยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยได้
ขณะที่ความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำ จำนวนมหาศาล เพื่อระบบระบายความร้อน
เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่คาดกันว่า ความต้องการไฟฟ้าของดาต้า เซ็นเตอร์ ในไทย จะเพิ่มจาก 2.4 TWh หรือ 2,400 ล้านหน่วย เป็น 6 TWh หรือ 6,000 ล้านหน่วย ภายในไม่กี่ปี โดยในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทยดาต้า เซ็นเตอร์ต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบปรับอากาศสูงถึง 40% ของไฟฟ้าทั้งหมด (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30%)
นอกจากนี้ยังมีความกังขาของนักวิจัยและคนในพื้นที่ ที่ตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสที่มีน้อยมาก เพราะคนในพื้นที่ไม่รู้เลยว่าดาต้า เซ็นเตอร์ แต่ละแห่งที่ขยายตัวเข้ามาตั้งในพื้นที่นั้น มีการใช้น้ำอย่างไร จัดการน้ำทิ้งอย่างไร มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระดับใด
ด้วยเหตุนี้…รัฐบาลจึงต้องไปทบทวนยุทธศาสตร์เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ กระแสเรียกร้องในเรื่องของการแย่งใช้ทรัพยากรทั้งน้ำ ทั้งไฟ กำลังหนาหู เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ จนล้นทะลัก แล้วทำให้คนในชาติเดือดร้อน ก็อาจเป็นหอกใหญ่ปักหลังรัฐบาลเอาได้เช่นกัน
จึงไม่แปลกใจ ที่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะออกมาหาช่องทางกำกับดูแล เรื่องของดาต้า เซ็นเตอร์ ในทุกแง่มุม แม้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะมากมายมหาศาล
แต่คำถามคือ…ภาครัฐจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับความเดือดร้อนของประชาชนในการใช้ทรัพยากร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมนี้อย่างไร?
…………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo




















