“ประเทศรายได้สูง”จะไร้ความหมาย!!! ถ้า“คนไทย”ยัง“รวยกระจุก-จนกระจาย”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ท่ามกลางข่าวร้ายรุมถล่ม “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ทั้งโครงการ TH-AI PASSPORT ไม่ทันจางก็มีเรื่อง ทุจริตในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่กำลังฉาวโฉ่ ตั้งแต่รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศมีแต่ “ข่าวร้าย” ตลอด แต่จู่ ๆ ก็มี “ข่าวใหญ่” เป็น “ข่าวเชิงบวก”

เมื่อรัฐบาลก็ประกาศกลางวงที่ประชุม คณะกรรมการภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ตั้งเป้าหมายยกระดับประเทศ จากประเทศ “รายได้ปานกลาง” ไปสู่ “ประเทศรายได้สูง” ภายในระยะเวลา 12 ปี หลังจากจมปลักติด “กับดักรายได้ปานกลาง” มานานมาก

หากลองมองย้อนกลับไป ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน” ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 แต่ธนาคารโลกรับรองเป็นทางการในปี 2554 แปลว่า เรายืนอยู่ตำแหน่งเดิมมานานร่วม 15 ปีแล้ว และหากนับรวมตั้งแต่เริ่มถูกนิยามคำว่า “รายได้ปานกลาง” นั้นหมายความว่า เราติดกับดักนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ

ฉะนั้น “โรดแมป 12 ปี” ของรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันเกณฑ์ประเทศเข้าสู่ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลก รายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 13,935 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัจจุบันรายได้ต่อหัวคนไทยราว ๆ 8,000-9,000 ดอลลาร์ต่อปี

ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างไปทางสูง แต่รายได้ต่อหัวยังห่างจากเกณฑ์นี้พอสมควร เที่ยวนี้รัฐบาลเล่นใหญ่ตั้งเป้ากระโดดขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 490,000 บาทต่อคนต่อปี

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยมีศักยภาพไปถึงหรือไม่ หรือจะยังติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน ไม่ได้ขาดนักธุรกิจเก่ง ๆ เรามีคนเก่งมากมาย แถมทำเลที่ตั้งก็ดี เป็นศูนย์กลางของอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการที่แข็งแรง เรียกว่า มีศักยภาพพร้อม แต่ศักยภาพของประเทศอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศร่ำรวย หรือก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้

น่าสนใจว่าทำไม ไทยเรายังติด “กับดักรายได้ปานกลาง” กว่าสองทศวรรษ คำตอบสำคัญอยู่ที่…ผลิตภาพ ประเทศรายได้สูงไม่ได้รวย เพราะคนของเขาทำงานหนักกว่า แต่เพราะคนของเขามีคุณภาพกว่า คนหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า ทุกวันนี้ไทยยังแข่งขันด้วยแรงงานราคาปานกลาง อุตสาหกรรมแบบเดิม ๆ และรับจ้างผลิต มากกว่าการสร้างนวัตกรรมของตนเอง

แต่ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคจริง ๆ ก็คือ “ต้นทุนของประเทศไทย” สูงกว่าชาวบ้าน จากระบบการบริหาร โดยเฉพาะ “ระบบราชการไทย” การทำงานและตัดสินใจล่าช้า โครงการลงทุนส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ต้องรอนาน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะเดียวกันกฏหมายและกฏระเบียบก็มีมาก แถมยังซ้ำซ้อน หลาย ๆ ฉบับออกมาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ติดต่อเรื่องเดียวผ่านหลายหน่วยงาน หลายขั้นตอน การขออนุญาตลงทุนหลาย ๆ โครงการต้องใช้เวลาหลายปีต้นทุนที่แพงที่สุดของนักลงทุนคือการเสียเวลา

ทุกวันนี้ “เวียดนาม” เดินหน้าตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 ปฏิรูปสถาบัน ลดกฏระเบียบเน้นความรวดเร็วเพื่อดึงการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จูงใจบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาลงทุน สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เอไอ.และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ส่วน “มาเลเซีย” ตั้งเป้าสู่ประเทศรายได้สูงปี 2030 โดยมุ่งทักษะแรงงาน ดิจิทัล และยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

จะเห็นว่า ไม่มีประเทศไหนที่ก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงใช้วิธีแจกเงิน หรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นเป็นยุทธศาสตร์หลักในการก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เพราะประเทศจะรวยได้ต้องสร้าง “กำลังผลิต”…ไม่ใช่ “กำลังซื้อ”

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยลบอีกหลายด้าน เริ่มตั้งแต่หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86.7% ของจีดีพี. ส่งผลกระทบกำลังซื้อในประเทศ ประชาชนจำนวนมาก ต้องนำรายได้ไปผ่อนหนี้ มากกว่าไปออมหรือลงทุน ขณะที่หนี้สาธารณะก็เกือบ ๆ ชนเพดาน ที่กำหนดไว้ 70% ของจีดีพี.ที่จะเป็นอุปสรรคการลงทุนของภาครัฐ

การทุจริตคอร์รัปชัน…มีตั้งแต่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล นักการเมือง ข้าราชการ ไปจนถึงการเมืองท้องถิ่น บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน มีหลายรายที่สนใจลงทุนหันไปลงทุนที่อื่นแทน

มิหนำซ้ำ การเมืองไทยยังไร้เสถียรภาพ เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ นโยบายขาดความต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่มาก็รื้อนโยบายของรัฐบาลเก่าทิ้ง วนลูปอยู่อย่างนี้ เปลี่ยนรัฐบาลทีก็ต้องนับหนึ่งใหม่นักลงทุนเกิดความสับสนและไม่เชื่อมั่น เพราะโครงการระดับแสนล้านคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับความไม่แน่นอน

ขณะที่ทุกวันนี้ไทยเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” โดยสมบูรณ์ และแก่ก่อนรวย ทำให้จำนวนแรงงานที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ลดลง หากผลิตภาพไม่เพิ่มเศรษฐิจก็ยิ่งเติบโตได้ยาก เมื่อผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น กลายเป็นภาระด้านการคลังที่ต้องดูแลสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ควรทำเร่งด่วนหากไทยอยากก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางที่ติดแหง็กอยู่ทุกวันนี้ ประการแรก เร่งด่วนที่สุดจะ ต้องปฏิรูประบบราชการ ลดขั้นตอนกฏหมายที่เป็นอุปสรรค ให้รัฐทำงานเร็ว โปร่งใสและวัดผลจากผลงาน

ประการที่สอง ยกระดับคนไทยผ่านการศึกษา ทักษะดิจิทัล และการวิจัยเพื่อให้แรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น และประการที่สาม ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลาย ๆ ประเทศในเอเชียทำและประสบความสำเร็จมาแล้ว

เหนือสิ่งใดการที่ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูง ในอีก 12 ปีข้างหน้า จะไม่มีความหมาย ถ้าไทยยัง “รวยกระจุก-จนกระจาย” เม็ดเงินกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูล อย่างเช่นทุกวันนี้

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

  “วัดพระธรรมกาย”

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img