‘พรรคประชาชน’ ครบรอบ 2 ปี ยีทยันยึดมั่นเดินหน้าตามอุดมการณ์ที่เราร่วมกันปักหมุดหมายไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการทำให้ ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’
วันที่ 9 สิงหาคม 2567 คือวันที่ ‘พรรคประชาชน’ ก่อตั้งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์หลังการยุบพรรคก้าวไกล ทั้งเพื่อเป็นฐานที่มั่นของ สส. และบุคลากรทางการเมือง เป็นการสืบทอดจุดยืนทางอุดมการณ์ และเป็นการประกาศว่า ไม่ว่าจะล้มหรือถูกทำให้ล้มสักกี่ครั้ง พวกเราจะลุกขึ้นมาได้ใหม่เสมอ
ในวันครบรอบ 2 ปีของ ‘พรรคประชาชน’ เราจึงต้องย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น เพื่อทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ ที่ยังหยัดยืนอยู่ในวันนี้ เริ่มต้นจากอะไร และเดินทางมาอย่างไร
เมื่อ 10 ปีก่อน วันที่ 7 สิงหาคม 2559 คือวันที่มรดกจากรัฐประหาร 2557 ถูกหว่านเมล็ดผ่านการทำประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งมีกลไกเอื้อให้ผู้ทำรัฐประหารสามารถสืบทอดอำนาจได้ พ่วงด้วยคำถามแนบท้ายที่เปิดทางให้ สว. จากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส. เป็นเวลา 5 ปี
ผลประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้รับเสียงส่วนมากให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จากนั้นเป็นต้นมา เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านไว้ก็เริ่มผลิดอกออกผล
ผ่านไป 10 ปี ดอกและผลจากเมล็ดพันธุ์ที่ คสช. ฝากไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้กลายเป็นมรดกทางอำนาจที่หยั่งรากลึกจนยากจะถอน หากจะกล่าวว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวิกฤตการเมืองไทย วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ควรถูกจัดวางไว้ในลำดับที่ไม่ต่างกัน
ในยุคที่รัฐบาลมีผู้นำเป็นหัวหน้า คสช. ปี 2561 ‘พรรคอนาคตใหม่’ ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลง และสร้างการเมืองแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายปลายทางที่เรียบง่าย คือ ‘อนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’
แม้การเลือกตั้งปี 2562 จะเกิดขึ้นภายใต้กลไกที่ คสช. ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 จนผู้นำรัฐประหาร 2557 กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง แต่การลงสู่สนามเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ก็แสดงให้เห็นว่า พวกเราพร้อมสำหรับก้าวแรกสู่ ‘อนาคต’ ที่วางไว้
ทว่าการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่า ‘นิติสงคราม’ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปีถัดมา พร้อมกับการตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำหลายคน
‘พรรคส้ม’ รุ่นถัดมาในชื่อ ‘พรรคก้าวไกล’ รับไม้ต่อ และสามารถเอาชนะการเลือกตั้งปี 2566 ได้ในฐานะพรรคอันดับ 1 แต่กลไกทางการเมืองและกระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง พร้อมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญๆ อย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายสร้างสังคมที่เท่าเทียม ปฏิรูประบบที่ไม่เป็นธรรม และทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน การเดินทางของพรรคก้าวไกลก็สิ้นสุดลงอีกครั้งจากกระบวนการทางกฎหมาย แกนนำรุ่นถัดมาถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้อุดมการณ์และภารกิจที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดถูกส่งมายังพวกเรา – พรรคประชาชน
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าตามอุดมการณ์ที่เราร่วมกันปักหมุดหมายไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการทำให้ ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’
แม้เราไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้ผลการเลือกตั้ง 2569 จะไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเราคาดหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในสนามหนึ่งไม่ได้หมายความว่าอุดมการณ์และเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องพ่ายแพ้ไปด้วย
เพราะสำหรับเรา การทำงานเพื่อประชาชนเริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และต่อเนื่องจนถึงวันนี้
ในยุคสมัยที่กลุ่มผู้ทำรัฐประหารหมดอำนาจลงแล้ว กลไกต่างๆ ที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้บางกลุ่มการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างเครือข่ายทางอำนาจ ทั้งผ่านองค์กรอิสระ การแทรกซึมทางการเมือง และการยึดกุมอำนาจรัฐ พ่วงด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในระบบ และสิ่งที่เราเห็นว่าเชื่อมโยงปรากฏการณ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน คือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมสั่นคลอน การบังคับใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม นำมาสู่โจทย์ใหม่ๆ ที่เราต้องหาทางออกร่วมกัน นั่นคือ เราจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐล้มเหลว เราจะยกระดับศักยภาพตัวเองใหม่ได้อย่างไร
นอกจากความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศ อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์การรับมือมหาอำนาจ ว่าเราจะสามารถสร้างข้อตกลงเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร
แต่คำถามสำคัญของการเมืองไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ว่า เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใคร หรือเชื่อในวิธีการแบบไหน หากแต่คือคำถามว่า เราต้องการเห็นประเทศเดินไปในทิศทางใด และวาดภาพอนาคตของประเทศไทยไว้อย่างไร ระหว่างการเมืองที่อาศัยเครือข่ายอำนาจและระบบอุปถัมภ์ กับการเมืองที่เชื่อว่าอำนาจสูงสุดต้องกลับมาอยู่ในมือประชาชน
นี่ไม่ใช่เพียงโจทย์ทางการเมืองที่เราต้องหาคำตอบ แต่เป็นคำถามที่เราต้องส่งต่อไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยว่า วิธีการแบบไหนจะทำให้ประเทศยังอยู่ที่จุดเดิม และวิธีการแบบไหนจะสร้างความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย
.เมื่อสภาพความจริงเป็นเช่นนั้น ยิ่งทำให้เป้าหมายของเราชัดเจนขึ้น นั่นคือภารกิจของพรรคประชาชนที่ยังมีอีกมาก จริงอยู่ การเข้าถึงอำนาจรัฐด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งคือเป้าหมายสำคัญ แต่การใช้ทุกสรรพกำลังทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ของรัฐบาล ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม
ในวันที่พรรคประชาชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 พวกเราขอขอบคุณความไว้วางใจจากประชาชนทุกคนที่สนับสนุนและเดินเคียงข้างเราตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แม้เส้นทางนี้จะไม่ราบเรียบ ไม่มีกลีบกุหลาบโรยไว้ หากเต็มไปด้วยหลุมบ่อและอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่ตลอดทาง
ความหวังเริ่มต้นที่ ‘อนาคตใหม่’ ส่งต่อมายัง ‘ก้าวไกล’ และพวกเรา ‘พรรคประชาชน’ ขอให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ โดยยึดถืออุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้เป็นสำคัญ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง และทำให้สังคมที่ ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’ เกิดขึ้นจริง



















