ตร.มือปราบ ย้ำความสำคัญงานป้องกันปราบปรามป้องกันเสียงปืนดังนัดแรก ก่อนเกิดความสูญเสีย ชี้ควรระวัง “ปลายทางของอาวุธปืนของกลาง” หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว
เมื่อวันที่ 12 ส.ค.69 พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้เขียนบทความว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้น…ใครต้องรับผิดชอบ? โดยทุกครั้งที่มีการใช้อาวุธปืนก่อเหตุ เรามักถามว่า “ใครเป็นคนยิง” แต่สำหรับหน่วยงานของรัฐ ยังมีอีกสองคำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ คือ “ปืนกระบอกนั้นมาจากไหน” และ “ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่รู้ข้อมูลอะไร และได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง”
หากพิจารณาตามหลักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม หัวใจสำคัญของความรับผิดชอบเชิงพื้นที่ คือ “ข้อมูลท้องถิ่น” ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของข้อมูลในพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบุคคลหรือข้อมูลสถานที่ หากเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบพื้นที่ไม่รู้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ผมถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยนั้น “สอบตก”
ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลในพื้นที่ย่อมครอบคลุมทั้งบุคคลสำคัญ บุคคลทั่วไป และบุคคลกลุ่มเสี่ยง ในที่นี้ หมายถึงบุคคลที่มีข้อมูลหรือพฤติการณ์บ่งชี้ว่า อาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อสังคม อาจกระทำความผิด หรืออาจก่ออาชญากรรม
แน่นอนว่า การกำหนดบุคคลใดเป็นกลุ่มเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวหรือการตีตราใครโดยปราศจากเหตุผล คำถามคือ เจ้าหน้าที่รัฐต้องรู้หรือไม่ว่าบุคคลกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ของตนมีใครบ้าง? คำตอบคือ “ต้องรู้” และเมื่อรู้แล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป?

การกำหนดให้บุคคลกลุ่มเสี่ยงเป็นเป้าหมายในการเฝ้าระวัง ป้องปราม และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเราเคยเห็นการจัดทำบัญชีผู้มีอิทธิพล แล้วกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าตรวจค้นและจับกุมเมื่อพบการกระทำความผิด
งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมต้องเป็น “งานประจำ” ไม่ใช่ “งานตามฤดูกาล” หลายเหตุการณ์ที่จบลงด้วยการประหัตประหารและสูญเสียชีวิต เริ่มต้นจากความขัดแย้งเพียงเล็กน้อย บางกรณีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รับรู้ปัญหาแล้ว หรือเคยมีการแจ้งเหตุและแจ้งความไว้แล้ว แต่กลับไม่มีการบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างจริงจัง ปล่อยให้เรื่องเล็กสะสมจนกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว”
เมื่อรัฐกำหนดมาตรการเหล่านี้แล้ว ก็ต้องนำตัวชี้วัดมาใช้ประเมินผลอย่างจริงจัง หากเกิดเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่ ต้องสืบสาวให้ถึงที่สุดว่า อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุมาจากที่ใด? เป็นอาวุธปืนถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย?
มูลเหตุของความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างไร? เคยมีการแจ้งเหตุหรือแจ้งความมาก่อนหรือไม่? ผู้ก่อเหตุเคยอยู่ในฐานข้อมูลหรือบัญชีบุคคลกลุ่มเสี่ยงหรือไม่? และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบพื้นที่มีความบกพร่องหรือปล่อยปละละเลยหรือไม่?
การเกิดเหตุเพียงครั้งเดียวไม่ควรนำไปสู่การลงโทษเจ้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลอยู่ก่อน มีสัญญาณเตือน มีการแจ้งเหตุ หรือมีความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ควรรับรู้และป้องกันได้ แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ควรกำหนดความรับผิดชอบและดำเนินมาตรการทางปกครองอย่างจริงจัง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ห้ามมองข้าม คือ “ปลายทางของอาวุธปืนของกลาง” เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุไว้เป็นของกลางแล้ว ต้องมีระบบควบคุมและติดตามอย่างรัดกุม ต้องตรวจสอบว่าคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ และศาลมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่
หากคดีถึงที่สุดและศาลมีคำสั่งริบแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำอาวุธปืนไปหลอมทำลาย ไม่ปล่อยให้ตกค้างจนมีโอกาสรั่วไหลและย้อนกลับมาก่อเหตุร้ายอีก เพราะหากปืนที่รัฐยึดได้ในวันนี้ กลับมาคร่าชีวิตประชาชนในวันข้างหน้า นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้คือหลักการง่าย ๆ ของงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
รู้ข้อมูล กำหนดเป้าหมาย วางแผนร่วมกัน ป้องปราม บังคับใช้กฎหมาย ติดตามผล ตรวจสอบความรับผิดชอบ และทำลายเครื่องมือที่ใช้ก่ออาชญากรรม เป้าหมายสูงสุดของงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ไม่ใช่เพียงการจับกุมคนร้ายหลังเสียงปืนดังขึ้นแล้ว แต่คือการทำอย่างไร ไม่ให้เสียงปืนนั้นมีโอกาสดังขึ้นตั้งแต่แรก
สำหรับประวัติของ พ.ต.อ.พงศ์ธร รองผู้การ ตม.2 เจ้าตัวระบุไว้ว่า เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการตรวจประกวดงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้เขียน “แนวทางการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และ ผบ.ตร. อนุมัติให้นำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้เป็นผู้ขับเคลื่อนและพัฒนาระบบ Police 4.0 รวมถึงเป็นผู้ดำเนินโครงการ Smart Safety Zone 4.0 ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลกจากการประชุมสุดยอดตำรวจโลก ณ นครดูไบ///





















