“ศุภชัย”ฉะพวกงับเหยื่อ“เอกสารฮั้วสว.” ผสมโรง!!!ร่วม“บด-ขยี้-ตีความ-โยงต่อ”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ศุภชัย” จวกยับ “มือปล่อยเอกสารฮั้ว สว.” ได้มาอย่างไร เป็นเอกสารจริง-ครบถ้วนเพียงใด พร้อมฉะ “ผู้ใหญ่บ้านเมือง-ครูบาอาจารย์-นักวิชาการ” ที่โดนงับเหยื่อ ร่วมผสมโรง โดยไม่สนใจ “หลักกาลามสูตร” ที่มีสอนกันมานาน ชี้ควรเป็น “ผู้เบรกทางปัญญา” ไม่ใช่ใส่ “คันเร่งของกระแส”

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และทีมกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงความเห็นเรื่อง “ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วปลายทางจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร?” มีรายละเอียดว่า…“กรณีที่เรียกกันว่า “ฮั้ว สว.” วันนี้ สิ่งที่สังคมควรตั้งสติพิจารณาให้มาก คือ ข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่และขยายผลนั้น มีที่มา มีสถานะ และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ มีการนำเอกสารหรือข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็น “สำนวนของคณะ 26” ออกมาเผยแพร่และขยายความ แต่คำถามพื้นฐาน กลับยังต้องการคำตอบว่า เอกสารนั้นได้มาอย่างไร เป็นเอกสารจริงและครบถ้วนเพียงใด เป็นเพียงข้อมูลระหว่างกระบวนการ หรือเป็นข้อยุติที่องค์กรผู้มีอำนาจรับรองแล้ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการนำข้อมูลเหล่านั้นมา บด ขยี้ ตีความ และโยงต่อ ว่าคนนั้นทำอย่างนี้ คนนี้เกี่ยวข้องอย่างนั้น ก่อนประกอบเรื่องราวจนเสมือนหนึ่งว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้ว

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ วันนี้เราได้เห็น ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ครูบาอาจารย์ และนักวิชาการบางส่วน เข้าร่วมสัมมนา แสดงความคิดเห็น และวิเคราะห์ต่อจากข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่สิ่งแรกที่ผู้มีวุฒิภาวะทางวิชาการควรทำคือ ย้อนกลับไปตรวจสอบต้นทางเสียก่อนว่า สิ่งที่กำลังพูดถึงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว หรือเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ถูกนำเสนอซ้ำ ๆ จนดูคล้ายความจริง

ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งเป็นนักวิชาการ ยิ่งควรมีความระมัดระวังมากกว่าคนทั่วไป เพราะน้ำหนักของคำพูดสามารถทำให้สังคมเชื่อได้ การนำข้อมูลจากคนรุ่นใหม่หรือจากผู้ใดก็ตามมาพิจารณาไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ควรเชื่อเพราะผู้เล่านำเสนอเก่ง หรือสามารถ “ปั้นน้ำเป็นตัว” “จับแพะชนแกะ” จนเรื่องราวดูสมจริง

แล้ว หลักกาลามสูตร ที่เราสอนกันมานานหายไปไหน?

สาระสำคัญประการหนึ่งของกาลามสูตรคือ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะได้ยินต่อ ๆ กันมา เพราะเป็นกระแส เพราะมีการอ้างตำรา หรือแม้เพียงเพราะผู้พูดเป็นบุคคลที่เราเชื่อถือ แต่ควรพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผลและตรวจสอบให้รอบด้านเสียก่อน

หลักคิดเช่นนี้ยิ่งควรถูกนำมาใช้กับข้อกล่าวหาทางการเมือง เพราะการกล่าวหาว่าบุคคลหนึ่งกระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ชื่อเสียงและสิทธิของคนไม่ควรถูกตัดสินด้วยเวทีสัมมนา คลิปในโซเชียลมีเดีย หรือจำนวนครั้งที่ข้อกล่าวหาถูกพูดซ้ำ

และถ้าเอกสารที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบมาจากกระบวนการสอบสวนหรือไต่สวนซึ่งกฎหมายจำกัดการเปิดเผย ก็ต้องถามต่อไปอีกว่า ผู้ที่ได้มา ผู้ที่เผยแพร่ และผู้ที่นำไปขยายผล ได้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของที่มาหรือยัง

นี่ต่างหากคือเรื่องของ หลักนิติรัฐ

เพราะถ้าเราจะเรียกร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาเคารพกฎหมาย ผู้กล่าวหาก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกัน จะเลือกเคารพเฉพาะกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ข้อกล่าวหาของตน แต่ไม่สนใจหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้

ต้นไม้แห่งความจริงจะเติบโตได้ รากต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

ไม่ใช่เอาข้อกล่าวหาที่ยังมีคำถามมาปลูก แล้วรดน้ำด้วยกระแสซ้ำ ๆ จนหวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นความจริง

ผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และนักวิชาการจึงควรเป็น “เบรกทางปัญญา” ของสังคม ไม่ใช่ “คันเร่งของกระแส”

ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะพูด และโดยเฉพาะก่อนจะกล่าวหาว่าใครทำผิด

ลองกลับไปหาหลักง่าย ๆ ที่เราเคยสอนลูกหลานกันอีกครั้ง—

“อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเขาพูดกันมา”

บางทีปัญหาของสังคมวันนี้อาจไม่ใช่ว่าเราไม่มีข้อมูล

แต่เป็นเพราะ เรามีข้อมูลมากเกินไป จนลืมใช้ปัญญาตรวจสอบว่าข้อมูลใดควรเชื่อ”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img