ลุ้น!“นายกฯอนุทิน”ฝ่าฟันมรสุมเดดโซน “ฮั้วสว.-เลือกตั้งโมฆะ”สู่ทางรอดรัฐบาล

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญมรสุมรุมเร้า เจอปัจจัยทั้งภายในและภายนอกกดดัน  ดังนั้นการเคลื่อนไหวของบางกลุ่ม จึงถูกตีความจะสร้างผลกระทบกับรัฐบาล แม้กระทั่ง “กลุ่มกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย” ที่เงียบหายไปนาน แต่ได้กลับมาอีกครั้งในรอบ 3 ปี  โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 เพจเฟซบุ๊ก “CARE คิด เคลื่อน ไทย” มีความเคลื่อนไหว โพสต์ข้อความว่า “หายไปนาน…แต่เรื่องที่เราคิดไม่เคยหายไปไหน CARE กำลังกลับมา คิดถึงกันไหม เจอกันเร็ว ๆ นี้” 

ขณะที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้ออกมาปฏิเสธว่า การกลับมาของ “CARE คิด เคลื่อน ไทย” ไร้นัยการเมือง หรือส่งสัญญาณเตรียมลงเล่นการเมืองสนามใหญ่ และยังไม่มีการเชิญ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ “โทนี่ วู้ดซั่ม” มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ “Moonshot Podcast”
              

ถ้าย้อนไปในช่วงปี 2564-2565  “นายทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังพำนักอยู่ต่างประเทศ เพราะติดบ่วงเรื่องคดีความ “CARE” ถือเป็นช่องทางในการสื่อสารของอดีตนายกฯ สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ผ่าน Clubhouse โดยมี “โทนี่ วู้ดซั่ม” หรือทักษิณเข้ามาสื่อสารกับประชาชน ผ่านช่องทางของ CARE และเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา เพจกลุ่มแคร์ ได้ออนแอร์ Moonshot Podcast EP1 โดยมี “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มานั่งพูดคุยกับ “หมอเลี้ยบ” ซึ่งใครก็รู้นายชัชชาติมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคเพื่อไทย (พท.) เคยเป็นแคนดิเดตนายกฯ และเคยเป็น “รมว.คมนาคม” สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ

อีกทั้งหลัง นายชัชชาติ หมดวาระ ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อาจหวนคืนเล่นการเมืองสนามใหญ่ เพราะมีคะแนนนิยมในพื้นที่เมืองหลวง ส่วนในชนบทก็อาศัยฐานเสียงของพรรคพท. เพราะถ้าดูศักยภาพ “นายยศชนัน วงศ์สวัสด์” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพท. มีตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ต้องยอมรับพรรษาทางการเมืองยังไม่แก่กล้า ต้องรอสั่งสมประสบการณ์ไปอีกซักระยะ ยิ่งเมื่อเทียบกับผลงานของ “นายชัชชาติ” ซึ่งประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น เคยบริหารงานกระทรวงในระดับเอบวก  

ด้าน “นพ.สุรพงษ์” ออกมาพูดถึงการตัดสินใจกลับมาทำรายการ “คิด เคลื่อน ไทย” เกิดจากความห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงคิดรูปแบบรายการพอดแคสต์ใหม่ ระดมสมอง และส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาประเทศเชิงท้าทาย ฝันให้ไกล เพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย

ท่าทีดังกล่าวย่อมถูกตั้งคำถามว่า หวังอาศัยสถานการณ์ ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมเร้า ทั้งในและนอกสภาฯ มากดดัน หรือสร้างคะแนนบวกให้พรรคพท. หรือเมื่อเห็นว่า มาถึงจุดหนึ่งที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีปัญหาจนไปไม่ไหว อาจเสนอข้อมูลให้พรรคพท. ตัดสินใจถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นรัฐบาลก็ต้องหาทางดึงพรรคการเมืองอื่นมาเติมเสียง ซึ่งก็หนีไม่พ้น “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) ที่ถูกมองว่า เป็นพรรครอเสียบ  

ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ “กลุ่ม CARE” อาจเป็นตัวแปรทางการเมือง ที่ส่งผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาล  ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) เป็นแกนนำ เพราะคงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้านายทักษิณจะไม่รับความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพราะจากความล้มเหลวในการการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคพท.ได้สส.เพียง 74  ที่นั่ง ดังนั้น “โทนี่ วู้ดซั่ม” คงต้องการผลักดันให้ “พรรคพท.” กลับมายิ่งใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง 

อย่าลืมว่าอดีตนายกฯ ยังมีคดีความค้างอยู่ ทั้งเรื่องคดีมาตรา 112 และกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้องคดีที่นายทักษิณเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษี กรมสรรพากร) กรณีกรมสรรพากรประเมินภาษี เรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกา มีผลทำให้นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรตามขั้นตอนต่อไป เช่นเดียวกับ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ  ที่มีคดีคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จฮุนเซน” อดีตผู้นำกัมพูชา อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะที่เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้นัดชุมนุมเครือข่าย แม้จะออกมาบอกว่าไม่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ลาออกหรือไล่ออก แต่เรียกร้องเอาประเทศไทยของเราคืนมา โดยเป็นประเทศไทยที่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ประชาชนได้รับการดูแล กฎหมายเป็นกฎหมาย ขจัดพวกต่างชาติเทา ปกป้องประเทศไทยให้เป็นของคนไทยต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

แต่หากมีคนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ประเด็นก็อาจแปรเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมา “นายสนธิ” ก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนายอนุทิน ในแง่ลบอย่างต่อเนื่อง และหากกระแสจุดติด  อาจเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการขับไล่รัฐบาล เพื่อหวังให้มีการเลือกตั้ง และยังเป็นการเช็กกระแสสังคม ในส่วนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เพราะหากหวังเสียงในสภา คงยากที่จะล้มรัฐบาลภท.ได้ อาจมีการเคลื่อนไหวนอกสภา เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายบริหาร มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น

ต่อมา “นายสนธิ” พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” ได้ร่วมกันแถลงข่าวประกาศจุดยืน “ทวงคืนประเทศไทย” โดยระบุถึงเส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองในอดีต ภาพรวมความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนการเมือง ตลอดจนปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพรรคภท. โดยนายสนธิ ได้ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อสังคมว่า เหตุใดผู้ที่เคยร่วมกันปฏิบัติการและต่อต้านระบอบทักษิณ รวมถึงผู้ที่เคยร่วมต้านพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กลับหันมาสนับสนุน และเห็นด้วยกับการกระทำของพรรคภท. ทั้งที่พรรคภท.ไม่ได้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากระบอบทักษิณ และอาจมีความร้ายแรงกว่า

พร้อมระบุว่าเครือข่ายนักการเมืองและกลุ่มทุนต่าง ๆ ล้วนมีความเกี่ยวโยงและรู้จักกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยพรรคภท.อาศัยความฉลาดและเจ้าเล่ห์ ในการชูจุดยืนปกป้องสถาบัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดคะแนนเสียง และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนคิดว่า หากไม่เลือกพรรคภท.แล้วสถาบันจะเป็นอันตราย ก่อนจะอาศัยระบบบ้านใหญ่และใช้เงินทุนในการรวบรวม สส. เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ โดยในการแถลงข่าวยังได้กล่าวถึงปัญหา การบริหารราชการแผ่นดินตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ โดยระบุว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในทุกหัวระแหง และไม่สามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น ปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชัน กรณีการกักตุนน้ำมันที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างแท้จริง, โครงการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่มีวงเงินหมุนเวียนหลัก 4,000 ถึง 5,000 ล้านบาท

ซึ่งมีเอกสารหลักฐานปรากฏชื่อ ผู้มีอำนาจระดับสูง เข้าไปเกี่ยวข้อง ในการยกเลิกการประมูลเดิมและเปลี่ยนผ่านการจัดสอบ, รวมถึงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสว. ที่มีคณะกรรมการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจพบพยานหลักฐาน คลิปวิดีโอ และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึง ผู้บริหารพรรคภท.ระดับสูง แต่กลับมีการโยกย้ายข้าราชการ และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำคดี ,ปัญหาข้อพิพาทและที่ดิน ที่ดินเขากระโดง ปัญหาอธิปไตยของชาติและทุนสีเทา การปกป้องอธิปไตยในพื้นที่พิพาท เช่น กรณีบ้านหนองจานที่ต้องอาศัยกำลังทหารอย่างในการรักษาพื้นที่ ตลอดจนปัญหาการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติ จากหลากหลายประเทศเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทยผ่านนอมินีและธุรกิจสีเทา ทั้งชาวยิว จีน พม่า กัมพูชา รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงปัญหามาตรการวีซ่าฟรีและการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานและน้ำจำนวนมากในชุมชน

นายสนธิ ประกาศอีกว่า ตนและเครือข่ายจะเดินหน้าลุกขึ้นมาทวงคืนประเทศไทย โดยในวันที่ 10 ก.ย.69  เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือ และอ่านแถลงการณ์ที่สถานทูตอิสราเอล จากนั้นจะเริ่มเดินทางลงพื้นที่ พบปะพี่น้องประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรวบรวมพลังประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ประชาชนร่วมกันติดตาม และจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ​ช่วงท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการฝากข้อความไปถึงนายกรัฐมนตรี นายสนธิ กล่าวว่า “ปล่อยไปเหอะ ไม่ว่าอะไร อยากพูดไรก็พูดไป ไม่ต้องฝาก ขอให้สูดหายใจเข้าไปลึก ๆ” พร้อมทั้งฝากถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของตนว่าให้ออกมาแสดงพลังให้มากขึ้น

นั่นหมายความว่า กกต.ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น กับการวินิจฉัยในคดีฮั้วสว. หากตัดสินไปในทางบวกกับบรรดาผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาทั้ง 229 คน ซึ่งมีทั้งสว.และเครือข่ายนักการเมือง แกนนำพรรคภท. ซึ่งมี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคภท. รวมทั้ง “นายเนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่ของภท. ถูกกล่าวหาด้วย

ขณะที่ “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในวันที่ 13 ก.ย.เวลา 16.00 น. จะเดินถือหลักฐานสำนวน ออกจากออฟฟิศย่านลาดพร้าวไปหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกทม. พร้อมเชิญชวนคนที่ว่าง ไปพบกันในช่วงเวลาดังกล่าว

“เอาเป็นว่าวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. ตอน 16.00 เราไปเจอกันที่หน้าหอศิลป์นะครับ ผมกำลังวางแผนว่าจะเดินไป ถือป้ายสักอันนึง และขนหลักฐานสำนวนออกจากออฟฟิศ ย่านลาดพร้าว เพื่อไปไว้ที่หน้าหอศิลป์ครับ ถ้าออกสัก 10.00 น. ก็น่าจะไปถึง 16.00 น. ถ้าใครว่างแต่เช้าก็มาเดินด้วยกัน ช่วยกันขนไอ้เอกสารตั้งนั้นไปให้ถึงหอศิลป์กันนะครับ ไม่ไกลหรอกครับ เดินใต้รถไฟฟ้าสบายๆ ออกกำลัง city walk ถ้ามีถึง 5-6 คน ก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวกันด้วยครับ” นายยิ่งชีพ ระบุ

อย่างที่ทราบ เดือนก.ย.69 มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง วันที่ 14 ก.ย. 69 ทางกกต.นัดประชุม เพื่อลงมติชี้ขาดคดีฮั้วสว.หรือโกงสว. ซึ่งหลายฝ่ายจับตาดูว่ามติของกกต. จะออกมาเช่นใด ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่า มติอาจจะออกได้ 3 แนวทาง คือ 1.ตัดจบไม่ส่งฟ้องใครเลย กกต.ยึดตามมติของอนุกรรมการชุดที่ 36 ทั้งหมด 2.จะส่งฟ้องเฉพาะบางส่วนบางบุคคล อาจจะตัดจบไม่ถึงบุคคลภายนอก หรือเครือข่ายทางการเมือง ถ้าจะส่งฟ้องก็เฉพาะสว.จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้ง 138 คน อาจจะสั่งฟ้องบางส่วน เพื่อดำรงความเป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ คือสั่งฟ้องประมาณ 10-15 คน และตัดจบไม่ให้ถึงฝ่ายการเมือง และเครือข่าย จำนวน 91 คน  สำหรับ “คดีฮั้ว สว.” ทาง คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 ที่มี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมเป็นกรรมการนั้น มีความเห็นเสนอให้สั่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และ กก.บห.เครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน 

ต่อมา “นายอิทธิพร บุญประคอง” ประธานกกต. (ในขณะนั้น) ได้สั่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมา เพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.68 จากนั้น ในวันที่ 12 มี.ค. 69 มีกระแสข่าวว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เพื่อเสนอ กกต.ว่า “ควรยุติเรื่อง” เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด

นอกจากนี้ วันที่ 28 ก.ย. 69 ศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) นัดฟังคำวินิจฉัยคดีพิมพ์คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เป็นการกระทำที่ขัดต่อรธน.หรือไม่  ซึ่งหากชี้ว่า การมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ จะทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่  ซึ่งถือจะมีผลกระทบกับดุลอำนาจ ซึ่งเชื่อว่าแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ต้องการมากที่สุด หลังจากล้มเหลวในการเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ.69 พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เคยคาดหวังว่าจะได้สส.เกินครึ่ง กลับได้สส.เพียง 120 คน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ทำไมแกนนำพรรคปชน. จึงออกมาเคลื่อนไหว กดดันเรื่องคดีฮั้วสว.อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้เรื่องนี้กระทบกับพรรคภท. ในฐานะแกนนำรัฐบาล เพราะว่าเครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน 91 คน เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะถ้าหากกกต.ชี้มูลความผิดทั้ง 229 คน และส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกา และถ้าหากศาลสั่งหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

เชื่อว่า บรรดาคอการเมืองคงติดตาม สถานการณ์ทางการเมือง ในช่วงที่จะมีการวินิจฉัยคดีสำคัญอย่างใจจดใจจ่อ เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แม้จับอาการของ “นายอนุทิน” จะดูไม่เครียด และยืนยันว่า พรรคภท.ไม่ได้เกี่ยวกับพฤติกรรม“ฮั้วสว.” และอาจจะมั่นใจจากสัญญาณบางอย่าง แต่ในทางการเมือง ตราบใดที่คำตัดสินใจยังไม่ปรากฏ คำวินิจฉัยยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ ผู้กุมอำนาจในฝ่ายบริหาร ก็ยังเผชิญความเสี่ยง และอาจมีตัวแปร ทำให้จากผลบวกกลายเป็นผลลบ

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

                                                                                                                                                     

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img