”LNG”ราคายังลอยสูงต่อไป วาระแห่งชาติประหยัดพลังงานต้องมาได้แล้ว

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

จากรายงานสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. – มิ.ย.69) โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  หน่วยงานที่คอยมอนิเตอร์ข้อมูลพลังงานทั้งไทยและทั่วโลก เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการวางนโยบายพลังงานให้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ.ได้ให้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 69 ว่าเพิ่มขึ้น 10.2% สูงสุดเมื่อเทียบภาคส่วนอื่นๆ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 3.1% ภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4% ขณะที่ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย.69 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน หมายความว่าภาคครัวเรือนใช้ไฟมากกว่าการเติบโตของพีคเสียอีก

วัฒนพงษ์ คุโรวาท

นายวัฒนพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่าที่การใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเติบโตน่าจะมาจาก 3 เหตุผลด้วยกัน คือ 1.ราคาค่าไฟฟ้าไม่สะท้อนสถานการณ์ (แปลว่าต่ำเกินกว่าที่จะคิดอยากประหยัด) 2.อุณหภูมิโลกสูง ทำให้การใช้แอร์เป็นเรื่องปกติ การใช้ไฟจึงกระโดด

แล้วทำอย่างไรจึงจะให้ประชาชนตระหนักในเรื่องนี้ ก่อนอื่นเลยรัฐบาลไม่ควรส่งสัญญาณแรงว่ารัฐบาลจะทุกวิถีทางให้ค่าไฟต่ำที่สุด เพราะไปกลบสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานที่เกิดขึ้นเสียหมด  

ล่าสุดรมว.พลังงานนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็ให้ข่าวผลประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เช่นเดิมว่าจะดูแลค่างวดเดือนก.ย.–ธ.ค. 69 ต่อไปโดยเคาะให้ค่า Ft อยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยเท่าๆกับงวดที่แล้ว ทั้งที่ต้นทุนแพงขึ้นโดยงวดนี้เอาเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินมาใช้หมดหน้าตัก 16,127.17 ล้านบาท ส่วนภาระสะสมจากการตรึง ค่า Ft งวดก่อนๆให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และปตท.รับภาระไปเรื่อยๆก่อนหลายหมื่นล้านบาท

ความจริงที่ประชาชนมองข้ามไปแล้ว คือ ตอนนี้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพุ่งตามราคาพลังงานโลกไม่หวนคืนระดับเดิมแน่นอน ราคาน้ำมันดิบดูไบก่อนเกิดสงคราม ช่วง ม.ค.69 อยู่ที่ 58.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้นไปสูงสุด 169.75 ดอลลาร์ มาเดือนนี้ราคาลดลงบ้างแต่ยังลอยสูงที่ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนดีเซล 77.11 ดอลลาร์ พุ่งเป็น 195.3 ดอลลาร์ เบนซิน 95 จาก 70.58 ดอลลาร์เป็น 170.52 ดอลลาร์ ส่วนคาดการณ์ไปช่วงท้ายปี น้ำมันดิบดูไบยังติดสูงที่ 98-118 ดอลลาร์ ดีเซล 162-186 ดอลลาร์ เบนซิน 95 อยู่ที่ 112-143 ดอลลาร์

ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เอามาผลิตไฟฟ้าก็พุ่งตามไปด้วย ข้อมูลของสนพ.ระบุว่า ณ​ 14 ก.ย.69 ราคาตลาด JKM ซึ่งซื้อขายในตลาดเอเชียตอนนี้ ปาไปที่ 29.74 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู คิดเป็นเงินบาท 990 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33.30 บาท/ดอลลาร์) แนวโน้มต.ค.-ธ.ค.69 คาดว่าจะยังติดสูง 25.74-27.64 ดอลลาร์ ส่วนช่วงม.ค.-มี.ค.70 ราคาอยู่ที่ 16.84-24.01 ดอลลาร์ ดูจะไม่สูงแต่หากเทียบช่วงก่อนสงครามราคาเฉลี่ยปี 68 อยู่ที่ 12.16 ดอลลาร์เท่านั้น ส่วนราคาเฉลี่ย 9 เดือนปี 69 อยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์

มาดูราคาก๊าซธรมชาติในอ่าวไทย เทียบเฉลี่ยปี 68 อยู่ที่ 185 บาทต่อล้านบีทียู ราคาเฉลี่ย 8 เดือนปี 69 ยังลดลงด้วยซ้ำเหลือ 183 บาทต่อล้านบีทียู ต่ำกว่า 8-9 เท่าเมื่อเทียบกับราคา LNG ตลาดโลก ก๊าซฯจากฝั่งเมียนมาปี 68 อยู่ที่ 326 บาท และเฉลี่ย 8 เดือนปี 69 อยู่ที่ 310 บาท ส่วน LNG ที่เอาเข้ามาคิดในถังราคา Pool Price เป็นสัญญาระยะยาวเฉลี่ยปี 68 อยู่ที่ 419 บาท ส่วนราคาเฉลี่ย 8 เดือนปี 69 อยู่ที่ 450 บาท LNG SPOT ที่เอามาใส่ในราคาถังรวม อยู่ที่ราคา 402 บาท และ 544 บาทตามลำดับ

ทั้งก๊าซฯอ่าว เมียนมา และ LNG ทั้งหมดทั้งมวลเอามาเฉลี่ยใน Pool Price เป็นราคาต้นทุนที่เอาไปผลิตไฟฟ้า จากปี 68 ที่ 289 บาท เฉลี่ย 8 เดือนปี 69 เพิ่มเป็น 322 บาท ก็ไม่ต้องสงสัยว่าราคา Pool Price ที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงตาม เกิดจาก LNG นำเข้า แม้มติกพช.ล่าสุดจะกำหนดเพดานไว้ให้เอาราคา LNG มาเฉลี่ยใน Pool Price ได้ตามจริงไม่เกินราคาควบคุมที่ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู แต่ก็ถือว่าสูงกว่าก๊าซฯจากอ่าว และเมียนมามาก

ต้องย้ำว่า LNG มีผลต่อค่าไฟฟ้าโดยตรงและจะมากขึ้น สัดส่วนการจัดหาก๊าซฯ ล่าสุด (ม.ค.-มิ.ย.69) 5,051 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน เป็นก๊าซฯจากอ่าวไทย 60% ก๊าซฯจากเมียนมา 8% ส่วน LNG  32% เมื่อดูสัดส่วนการใช้ก๊าซฯภาพรวมอยู่ที่ 4,937 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน แยกเป็นรายสาขาแล้วเอาไปผลิตไฟฟ้าเยอะสุด 63% และเป็น LNG ประมาณ 30% คิดเป็นปริมาณ 993 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้น เพราะก๊าซฯอ่าวหร่อยหรอลง ขณะที่ราคา LNG ตลาดโลกก็ผันผวนหนักตามข้อมูลข้างต้น แถมบางขัดแย้งกันหนักสั่งไปแล้ว เดินเรือไม่ได้อาจไม่มาส่งตามเวลานัดหมาย แล้วมีบทปรับไม่ได้ด้วย เพราะถือว่าเหตุสุดวิสัย ต้นทุนการขนส่งและค่าความเสี่ยงภัยก็ถูกบวกเข้ามาอีก

น่ากังวลว่าสถานการณ์จริงกับการการส่งสัญญาณของรัฐบาลที่พุ่งตรึงค่าไฟสวนทางกัน จนทำให้ประชาชนมองผ่านสถานการณ์ เพราะไม่จำเป็นต้องตื่นตัวเรื่องการประหยัดพลังงาน ทีนี้การตรึงแต่สถานการณ์ราคาพุ่งก็ต้องมีคนรับภาระเป็นธรรมดา รัฐบาลก็ใช้วิธีเดิมๆ คือ เอาสองรัฐวิสาหกิจมาเป็นกลไก ทั้งปตท.และกฟผ.ต้องเป็นเดอะแบกไปเรื่อยๆ ไม่เกินจริงหรอกที่ความล่มสลายจะมาเยือน ถึงเวลานั้นจะให้ใครช่วย “โรงไฟฟ้าเอกชนจะมาช่วยแบกหรือไม่” คงไม่ แม้ตอนนี้ราคาต้นทุนเชื้อเพลิงจะเป็นอย่างไรก็ไม่กระทบโรงไฟฟ้าเอกชนแต่อย่างใด เขาก็ได้ค่าเชื้อเพลิง (EP) และค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไปตามเดิม 

ดังนั้นย้ำๆกันหลายๆรอบว่า ถึงเวลาที่ภาคการเมืองต้องทำให้การประหยัดพลังงานเป็นวาระแห่งชาติไม่ต้องเกรงเสียคะแนน เพราะระยะยาวแล้วหากไม่ส่งสัญญาณตอนนี้ อนาคตรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ยาว เพราะผู้คนจะโฟกัสที่การลดราคาหรือตรึงค่าไฟอย่างเดียว

หากรัฐบาลไม่ตอบสนองสมใจ แล้วเกิดวันใดสถานการณ์รุนแรงเกินมือ เมื่อนั้นการปล่อยราคาจะทำได้ลำบาก วันนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลยิ่งสั่นคลอน ดังนั้นถ้าต้องการเป็นรัฐบาลอยู่ยาวก็ต้องคิดยาวเช่นกัน

ภายในหน่วยงานพลังงานรู้สถานการณ์ดี จึงได้กำหนดเป้าหมายแผนอนุรักษพลังงาน (ENERGY EFFICIENCY PLAN : EEP) ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับ PDP 2026 โดยใส่เข้ามาเต็มแม็กซ์ 100 % แบบไม่มีกั๊ก หมายถึงแนวทางไหนลดการใช้ไฟได้เท่าไหร่ใส่ในแผนหมด โดยวางเป้าหมายลดหน่วยการผลิตให้ได้ 117,449-149,146 ล้านหน่วย เพื่อลดการมีโรงไฟฟ้าใหม่

ดังนั้นแผนที่เราต้องช่วยกันโฟกัส คือ EEP ด้วย ตอนนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในฐานะเจ้าภาพเดินสายออกไปทำความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เห็นด้วยว่าต้องฟุตเวิร์กได้แล้ว ทำภารกิจตรงของกรมฯให้เป็นที่ประจักษ์เสียที เพราะนิ่งมาเนิ่นนานเกินไป และขอให้การเมืองช่วยผลักดันพพ.ให้ทำได้ตามเป้าหมายด้วย

…………….

รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img