ช่วงสัปดาห์นี้ ในระหว่างวันที่ 12-16 ต.ค.นี้ “กรุงเทพฯ-Bangkok” จะคึกคักพิเศษ บรรดารัฐมนตรีคลัง นักเศรษฐศาสตร์ นักการการเงิน นักธุรกิจจาก 191 ประเทศ รวมทีมงานจำนวนราว 1,500 คน มาชุมนุมกันที่นี่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ การประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือที่เรียกกันว่า “โอลิมปิกทางการเงิน” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
ครั้งแรกในปีพ.ศ.2534 เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ยุคของรัฐบาลที่มี “อานันท์ ปันยารชุน” เป็นนายกรัฐมนตรี น่าสนใจว่า ในเวลานั้นรัฐบาลไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลที่ได้รับแต่งตั้ง หลังจากการที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ทำรัฐประหารในเดือน ก.พ. ของปีเดียวกัน
แม้ในสายตาชาวโลก จะมองการเมืองไทยขาดความชอบธรรม ที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หมดความสนใจแต่ประการใด ตรงกันข้าม…กลับสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน นักธุรกิจจากทั่วโลก ให้เชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงนั้น เป็นจังหวะเวลาที่ดีเศรษฐกิจไทยเริ่มอยู่ในช่วงขาขึ้น การส่งออกขยายตัว การลงทุนได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนญี่ปุ่นแห่ย้ายฐานการลงทุน ประเทศในยุโรปก็สนใจลงทุนในไทยมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจไทย อีกทั้งกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจอีกแห่งของเอเซีย การเลือกไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสะท้อนถึงความสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้และศักยภาพประเทศไทยในสายตาชาวโลก
อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม แม้ “รัฐบาลอานันท์” จะมาจากการแต่งตั้ง แต่ด้วยภาพลักษณ์การบริหารแบบมืออาชีพ “นายกฯ อานันท์” เป็นอดีตนักการฑูตและนักธุรกิจ มีความเข้าใจโลกภายนอกเป็นอย่างดี ที่สำคัญ “รัฐบาลอานันท์” บริหารเศรษฐกิจด้วยบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ รัฐมนตรีมาจาก “มืออาชีพ” ข้าราชการระดับสูงที่มีเกียรติประวัติโปร่งใส รวมถึงเดินหน้านโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนในสายตานักธุรกิจต่างชาติ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ อีกอย่างต่างชาติเขาไม่ได้วัดจากที่มาของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว จะดูความสามารถในการบริหาร ความต่อเนื่องของนโยบาย กฏกติกาทางเศรษฐกิจ และโอกาสสร้างผลตอบแทนประกอบด้วย
การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมเมื่อ 35 ปีที่แล้ว จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ การเปิดช่องให้ผู้กำหนดนโยบาย ทั้งรัฐบาล ข้าราชการและนักธุรกิจไทยได้พบปะแลกเปลี่ยนกับบุคคลสำคัญของโลก และเป็นการแสดงเห็นว่าไทยมีศักยภาพในการจัดการประชุมในระดับนานาชาติได้ อย่างไรก็ตามเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงนั้นไม่ได้เป็นผลจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา ทั้งค่าเงิน ต้นทุนการผลิต การย้ายฐานอุตสาหกรรม และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ
อันที่จริงนอกจากไทยแล้ว มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ธนาคารโลก-IMF เช่น เกาหลีใต้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการจัดการประชุมที่ กรุงโซล ในปี 2528 อันเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในการประชุมครั้งนั้นเกาหลีใต้ได้แสดงบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่ ยิ่งกว่านั้นหลังจากจัดประชุม รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทุ่มเทลงทุนด้านการศึกษา พัฒนาอุตสาหกรรม สร้างบริษัทที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก และการปรับตัวต่อเทคโนโลยี เป็นการช่วงชิงโอกาสโดยต่อยอดจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
กลับมาที่ประเทศไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมปีนี้ โอกาสระยะสั้น ๆ เฉพาะหน้าที่ได้เต็ม ๆ มีธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ธุรกิจจัดงานและการบริการต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การใช้เวทีนี้ดึงดูดนักลงทุนและสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และการผลิตมูลค่าสูง ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยต้องทั้งการเงิน การลงทุนและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนมาร่วมประชุม ไม่ได้หมายความว่า จะตัดสินใจลงทุนทันที เขายังต้องพิจารณาในเรื่องของ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน กฏระเบียบและความแน่นอนด้านนโยบาย เป็นปัจจัยช่วยในการตัดสินใจ

นั่นหมายความว่า ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำมากกว่าการจัดประชุมให้เกิดความเรียบร้อยเท่านั้น “กระทรวงคลัง” ควรใช้เวทีนี้ หารือนักลงทุนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดันโครงการเป็นรูปธรรม แบงก์ชาติควรเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการเงินที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ ส่วนบีโอไอ.ต้องติดตามนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนอย่างใกล้ชิด
คำถามคือ วันนี้ไทยมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะใช้โอกาสนี้หรือไม่ คำตอบคือ…มีโอกาสแต่ก็มีข้อจำกัด อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจไทยเผชิญการเติบโตที่ช้ามาก ๆ หนี้ครัวเรือนก็สูง และการลงทุนยังไม่มากพอ ขณะเดียวกันในฟากนักลงทุน เขาต้องการความชัดเจนว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่อเนื่องเพียงใดหากการเมืองเปลี่ยนแปลงจนโครงสร้างสำคัญต้องสะดุดลง หรือกฏเกณฑ์เปลี่ยนไปตามรัฐบาลหรือไม่ เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบายที่ทำให้ภาคธุรกิจวางแผนลงทุนระยะยาวได้
ถ้ารัฐบาลสามารถต่อยอดโดยใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือที่มีต่อเนื่อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมานานและทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง การประชุมครั้งนี้ก็จะมีความหมายและไทยก็จะได้ประโยชน์
แต่หากในการประชุมสิ่งที่ได้มาแค่ถ่ายรูปหมู่ สุนทรพจน์ที่มีแต่คำพูดเก๋ ๆ และคำชมในการจัดงานจากผู้ร่วมงาน การเป็นเจ้าภาพครั้งแค่ก็แค่จัดอีเวนต์ระดับโลกเท่านั้น
………….
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC






















