กรณีที่มีรายงานข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไปยัง “ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข”
เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิ ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2568 โดยมอบอำนาจให้ “วิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทน
สาระสำคัญในคำร้องที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ยื่นต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แยกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เงื่อนไขหรือคุณสมบัติส่วนที่ 1
-ชนะการเลือกตั้ง เป็นนายกฯ คนที่ 23 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2544
-เมื่อครบวาระ 4 ปี ชนะการเลือกตั้งได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นวาระที่ 2 ตามระบอบประชาธิปไตย
-ในช่วงการดำรงตำแหน่ง ปี พ.ศ.2548-2549 มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง และมีการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ต้องทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหาร และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
-ในวันที่ 19-20 ก.ย.2549 ได้มีคณะบุคคล เข้ายึดอำนาจการปกครอง โดยถูกยึดอำนาจและใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร จนถูกดำเนินคดีในหลายกรณี ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 1, ฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะ คปค. ถูกกล่าวหาคดีอาญาที่มิได้มีการกระทำผิด แต่มีต้นเหตุมาจากการกระทำรัฐประหาร
-มีกระบวนการไต่สวน สอบสวน และสร้างพยานหลักฐาน ไม่เป็นธรรม ตาม “ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ”
ประเด็นที่ 2 เงื่อนไขหรือคุณสมบัติส่วนที่ 2
-จากคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 (คดีริบทรัพย์สิน 46,373 ล้านบาท) ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 ก.ย.2549 เป็นกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2669 ลำดับที่ 29
-สรุปได้ว่าข้าพเจ้าได้กระทำการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติ เป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. ลำดับที่ 29 รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ 3
-ข้าพเจ้าไม่มีลักษณะตามบทบัญญัติ “ยกเว้นการได้รับนิรโทษกรรม” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
-จากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หมายเลขคดีแดงที่ อม.1/2553 ไม่ปรากฏคำวินิจฉัยในส่วนใด ที่ระบุว่ากระทำความผิดฐานทุจริต
-จากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ อีก 3 คดี (อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) ไม่ปรากฎคำวินิจฉัยว่ากระทำทุจริต
-เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2669 เป็นกฎหมายให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิที่ได้รับในการนิรโทษกรรม จะต้องตีความในการบังคับใช้ พ.ร.บ.นี้ ในทางเป็นคุณกับผู้จะได้รับสิทธิ
เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดตามข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่กล่าวมาว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่กฎหมายให้สิทธิตาม มาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดใด ๆ เลย”
ดังนั้น “จึงเรียนมาเพื่อท่านคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข *ได้มีคำวินิจฉัยว่าข้าพเจ้า นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง”
และเมื่อดูผลทางกฎหมาย ตามมาตรา 7-9 พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2568 กำหนดว่า ให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย ไม่ถือว่าเคยต้องคำพิพากษาลงโทษ

หากคดีอยู่ในชั้นสอบสวน/อัยการให้ยุติคดี หากอยู่ในชั้นศาลให้จำหน่ายคดี หากรับโทษอยู่ให้ปล่อยตัวทันที ให้หน่วยงานรัฐลบประวัติอาชญากรรม ยุติการดำเนินคดีแพ่ง และการบังคับคดีชดใช้ค่าเสียหาย เฉพาะส่วนของหน่วยงานรัฐ
โดยปัจจุบันนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีข้อพิพาทในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยตัดสินให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ต้องชำระอากรพร้อมเบี้ยปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 17,629 ล้านบาท
โดยช่วงเดือนก.ย.69 ที่ผ่านมา “สมศักดิ์ อนันทวัฒน์” อธิบดีกรมสรรพากร ยืนยันว่า กรมสรรพากร อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูล และสืบทรัพย์สิน ทั้งในและต่างประเทศ ของนายทักษิณตามระเบียบขั้นตอน ตามมาตรฐานเดียวกับการบังคับใช้กับผู้เสียภาษีทุกราย
โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลตามทะเบียน การถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการติดตามมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดมาได้
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องอายุความของคดีนั้น “อธิบดีสมศักดิ“” ชี้แจงว่า กรมฯ ยึดคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งกำหนดให้การนับอายุความจะเริ่มก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด กรณีหุ้นชินคอร์ป ศาลพิพากษาให้คดีเพิ่งถึงที่สุด เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 และคดีประเมินภาษีมีอายุความ 10 ปี ทำให้คดีนี้จะสิ้นสุดในปี 2578
เกมการยื่นการขอนิรโทษกรรมของ “ทักษิณ” นอกจากอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกา ว่าไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าตัวเขากระทำทุจริต ยังหวังผลไปถึงการยุติการไล่ตามสืบทรัพย์ ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านด้วยหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง
……………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram





















