“เทพไท” วิเคราะห์ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน เขียนข้อกล่าวหารุนแรง ครอบคลุมทั้งทุจริตเลือกตั้ง แสวงหาประโยชน์จากวิกฤต และบริหารประเทศผิดพลาด ชี้ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีต้องตอบคำถาม แต่ฝ่ายค้านเองก็ถูกจับตา โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่ต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่ “บันเทิงธิปไตย” ขณะที่ประชาธิปัตย์ต้องรักษาภาพฝ่ายค้านมืออาชีพ
เมื่อวันที่ 13 ต.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง และอดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความวิเคราะห์การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยสมาชิกฝ่ายรัฐบาลบางส่วนหยิบยกถ้อยคำของนายปิยบุตร แสงกนกกุล มาเยาะเย้ยและเสียดสีพรรคประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะกลายเป็น “บันเทิงธิปไตย” หรือไม่ ว่า
เนื้อหาญัตติซักฟอกรัฐบาล กดดันฝ่ายค้าน
สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนฝ่ายรัฐบาล และในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีการเยาะเย้ย ถากถางจากสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายแบบบันเทิงธิปไตยหรือไม่ ฝ่ายรัฐบาลพยายามหยิบยกคำพูดของอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล มาเยาะเย้ย ถากถาง ทิ่มแทงไปยังสมาชิกพรรคประชาชน
แต่ยังไงก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านครั้งนี้ ไม่เฉพาะจะไปกดดันฝ่ายรัฐบาลที่จะต้องตอบคำอภิปรายไม่ไว้วางใจของสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็มีแรงกดดันไม่น้อย ถ้าดูเนื้อหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือว่าเขียนได้อย่างรุนแรง เข้มข้น และดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อหาของนายอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐมนตรีคนอื่นๆอีก 17 คน เช่น
1.โกงการเลือกตั้งส.ว. โกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น โกงงบประมาณแผ่นดิน
2.ฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์ในยามวิกฤต
3.สร้างระบอบการเมืองสีน้ำเงิน หรือระบอบ น.หนูกินรวบประเทศ โกงการเลือกตั้งส.ว. เป็นอาชญากรรมทางประชาธิปไตย
4.เสแสร้งแกล้งรักชาติ
5.ยอมตนอยู่ใต้อาณัติบุคคลอื่น เป็นเพียงนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด
6.บริหารประเทศผิดพลาด ขาดความสามารถปล่อยให้มีการทุจริต
7.ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไร้ความกตัญญู มีพฤติกรรมผิดปกติ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ด้วยตนเอง
8.สนับสนุนให้เกิดการทุจริต ขาดความละอาย จิตใจผุพัง ละโมบโลภมาก จนไม่สามารถควบคุมตนเอง จากการทุจริตคอรัปชั่นได้
9.จิตใจผุพัง จนหาความดีไม่ได้ มีพฤติกรรมความผิดเฉกเช่นเดียวกับองค์กรอาชญากรรม
ข้อหาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในญัตติอภิปรายไว้วางใจครั้งนี้ นอกจากรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะต้องตอบคำถามเหล่านี้แล้ว ผู้อภิปรายจะต้องหาพยานหลักฐานหรือหาเหตุผลมาอภิปราย เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของญัตติด้วย เพราะการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร นอกจากประชาชนจะฟังคำตอบจากรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแล้ว ส่วนหนึ่งก็จะต้องดูน้ำหนักการนำเสนอข้อมูลในการอภิปรายตั้งคำถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีด้วย
การอภิปรายครั้งนี้ แรงกดดันจะตกอยู่กับพรรคการเมือง2พรรค ที่ถือว่าเป็นพรรคหลักในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน คือ
1.พรรคประชาชน จะต้องอภิปรายเพื่อพิสูจน์วาทกรรม ที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาเยาะเย้ย ถากถาง ว่าเป็นบันเทิงธิปไตย ซึ่งจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เนื้อหาสาระทั้งหมดไม่ใช่บันเทิงธิปไตย เป็นการบรรเลงข้อมูล แฉข้อมูลให้ประชาชนรับทราบในลักษณะบรรเลงธิปไตย จนผลสุดท้ายทำให้รัฐมนตรีตอบคำถามไม่ได้ จบที่บรรลัยธิปไตย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ของพรรคประชาชน ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ส่วนใหญ่เป็นส.ส.หน้าใหม่ มีความเชี่ยวชาญหรือความสามารถในการค้นหาข้อมูล แต่อาจมีข้อจำกัดในการนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ชวนติดตาม และเพิ่มน้ำหนักในคำอภิปราย ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในทุกครั้ง จะเป็นเวทีทำให้ส.ส.หน้าใหม่แจ้งเกิดทางการเมืองได้ ถ้าหากมีข้อมูลดี มีวิธีการอภิปรายนำเสนอที่ดี ในขณะเดียวกันก็เป็นเวทีฆ่าตัวตายทางการเมือง ของส.ส.บางคนที่อภิปรายล้มเหลว ไม่เป็นที่ประทับใจของประชาชน
2.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับแรงกดดันไม่น้อย เพราะภาพของพรรคประชาธิปัตย์คือฝ่ายค้านมืออาชีพ ในอดีตที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มีวีรกรรมเกี่ยวกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดี เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีเสียงเพียงส.ส. 21 เสียง และส่วนใหญ่ก็เป็นส.ส.หน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์ในการอภิปราย จะมีเฉพาะส.ส.หน้าเก่าเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถผลักดันให้ส.ส.หน้าใหม่ ให้เป็นนักอภิปรายที่ดีเหมือนกับส.ส.ยุคเก่า ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพได้ จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียชื่อความเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพไปได้
เพราะฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ นอกจากเป้าหมายของสังคมจะไปกดดัน ต้องการหาคำตอบจากฝ่ายรัฐบาลที่ถูกอภิปรายแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เกิดแรงกดดันมายังการทำหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยว่า มีประสิทธิภาพ สมราคาคุย หรือตรงปก หรือตรงตามเนื้อหาที่เขียนไว้ในญัตติหรือไม่





















