”จตุพร”เผยโอกาส พท.ทิ้ง ภท.หลังศึกซักฟอกเป็นไปได้ยาก ชี้ยังอยากร่วม รบ. กดข่มนายกฯ หนูจมอยู่กับความเละเทะให้วิกฤตสุด พิรุธ “ทักษิณ-พท.”เดินเกมประสานช่วงเวลาฝ่ายค้านยื่นซักฟอก กรรโชกรถเกี่ยวข้าว 8 พันล้าน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า โอกาสพรรคเพื่อไทยสลัดหนีร่วมรัฐบาลกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงเป็นไปได้ยากมาก แต่ยังมีความเป็นไปได้เล็กน้อยอยู่ดี
ความเป็นไปได้เล็กน้อยนั้น นายจตุพร อธิบายว่า ในทางการเมืองสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ยังเกิดให้เห็นมาแล้ว เช่นเสียง สว.ของฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ยกมือสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกฯ ในวันที่ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย ดังนั้น สะท้อนถึงโอกาสเล็กน้อยทางการเมืองยังไม่ถูกปิดประตู แต่มีความเป็นไปได้เช่นกัน
ขณะที่ญัตติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในหนึ่งปีสมัยประชุมสามารถทำได้ครั้งเดียว เป็นการตั้งข้อกล่าวหารัฐมนตรีอย่างรุนแรง ครั้งนี้ฝ่ายค้านอภิปรายฯ เฉพาะ 18 รมต.จากพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่หักหลังเสียงไว้วางใจย่อมมากกว่าเสียงฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงพรรครัฐบาลพรรคเดียวเท่ากับตอกลิ่มพรรคร่วมรัฐบาลให้แตกแยกกัน โดยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมุ่งประณามพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันยกย่องพรรคเพื่อไทยที่เคยอภิปรายฯ กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยไว้ในอดีต ซึ่งเป็นกลยุทธ์การเมืองปกติ
ส่วนเวลาการอภิปรายฯ นั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเด็นกล่าวหาและข้อมูล หากใช้เวลาน้อยอภิปรายเข้าประเด็นผู้ฟังย่อมตื่นเต้น แต่ถ้าใช้เวลาอภิปรายมาก ข้อมูลไม่แน่น อภิปรายยืดเยื้อผู้ฟังจะเบื่อหน่าย พรรคฝ่ายค้านย่อมเสียหายเอง
นายจตุพร กล่าวถึงทักษิณ ชินวัตร ยื่นขอล้างมลทินตาม พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือการนิรโทษกรรมว่า คนจะได้รับสิทธิ์คุณสมบัติต้องอยู่ในมาตราแนบท้ายของกฎหมายสันติสุขฯ แต่คดีของทักษิณ ล้วนเป็นข้อยกเว้น หรือไม่เข้าคุณสมบัติตามมาตราแนบท้าย เพราะเป็นคดีทุจริต และ ม.112 ดังนั้นจึงไม่รู้ทักษิณยื่นเข้ามาตราไหน โดยอ้างแต่เกิดจากผลพวงรัฐประหาร
“ทักษิณตัดสินใจยื่น ย่อมรู้อะไรเป็นอย่างดีและเป็นการยื่นในห้วงเวลาที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คดีที่ทักษิณเหลืออยู่แทบเป็นความว่างเปล่า เพราะมีแต่คดี 112 ในศาลอุทธรณ์ ปัญหาคือทักษิณกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเปิดเกมรุกทั้งศาลภาษีและอ้างสิทธิ์ตาม พรบ.นิรโทษกรรม ซึ่งจะล้างมลทินอย่างไร จึงน่าสนใจที่สุด” พร้อมเสนอโครงการซื้อรถเกี่ยวข้าว 8,000 ล้านในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูเหมือนเป็นการต่อรองจากพรรคเพื่อไทย
พร้อมทั้งกล่าวถึง 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท่้องถิ่นถูกปล่อยตัวออจากคุกกรุงเทพว่า เป็นเครื่องชี้วัดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หากถึงวันฟ้องแต่ผู้ต้องหาหลบหนี หรือนำตัวมาฟ้องศาลไม่ได้ ปปช.ต้องรับผิดชอบกับแรงกดดันที่จะเกิดขึ้น
“เมื่อ ปปช.ทำแบบนี้ ความไว้วางใจจากประชาชนจะอยู่ตรงไหน คงถูกสาปแช่ง ดังนั้นต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากประชุมปลายเดือนจะได้เห็นกัน และสิ้นเดือนธันวาคมถือว่าจบในคดีนี้ (ตามประกาศใช้เวลาภายใน 6 เดือน)”
นอกจากนี้นายจตุพร กล่าวถึงการเลือกตั้งของกองทุนประกันสังคมว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะถล่มทลายทั้งในส่วนผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง จนสามารถกุมเสียงข้างมากในบอร์ดประกันสังคมถึง 14 เสียงจาก 21 เสียง
อย่างไรก็ตามมีความพยายามจะตรวจสอบคุณสมบัติยื้อชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้าว่า เมื่อชนะด้วยเสียงมากมายเช่นนี้ ไม่น่าจะมีความพยายามถ่วงยื้อไว้ แต่ควรให้ทีมประกันสังคมได้บริหารและปฏิรูประบประกันสังคมตามที่ประกาศหาเสียงไว้ ซึ่งจะทำได้หรือไม่





















