จากกรณีที่ ไทยพีบีเอส ได้เผยแพร่เอกสารที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอให้ไทยพีบีเอส กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าว กรณีการรายงานข่าวตึก สตง.ถล่ม ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 และต่อมา ไทยพีบีเอส ได้รายงานผลสอบสวนว่า การรายงานข่าวเป็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามจรรยาบรรณ
ประเด็นดังกล่าว ได้มีการนำมาขยายความกันในโลกออนไลน์ว่า คดีตึก สตง. ถล่ม กลับไม่มีความคืบหน้า แต่หน่วยงานกลับจ้องจับผิดกับสื่อที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ทีมข่าวตรวจสอบความคืบหน้า คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุตึก สตง.ถล่ม พบว่า มีการนำไปสู่การดำเนินคดีหลายสำนวน เพราะมีทั้งคดีอาญา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ คดีพิเศษเกี่ยวกับการฮั้วประมูล ในการก่อสร้างและออกแบบอาคาร ความรับผิดของบริษัทและบุคคล ตลอดจนการตรวจสอบการใช้งบประมาณหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ แยกเป็น 5 คดี ประกอบด้วย
คดีที่ 1 คดีอาญาหลัก อาคารถล่มและการก่อสร้าง ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล โดย สน.บางซื่อ และพนักงานอัยการ เป็นหน่วยงานหลัก ในข้อกล่าวหาการออกแบบ ควบคุม หรือก่อสร้างโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมและใช้เอกสารปลอมในบางส่วน
ต่อมา พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องเมื่อ 7 ส.ค.68 มีผู้ต้องหา 23 ราย ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาทิ “เปรมชัย กรรณสูต” ผู้บริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ถูกควบคุมตัวในเรือนจำกว่า 194 วัน ถึงได้ประกันตัว, ผู้บริหารบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ตลอดจนบริษัทด้านออกแบบและควบคุมงาน ซึ่งปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

คดีที่ 2 คดีนอมินีบริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ ที่ 32/2568 มีผู้ต้องหา 5 ราย กล่าวหาว่ามีการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ในลักษณะเป็นนอมินี ต่อมา พนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท ไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) กับพวก รวมทั้งหมด 5 คน
คดีที่ 3 คดีฮั้วประมูลและการจัดซื้อจัดจ้าง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษที่ 58/2568 โดยตรวจสอบว่า การเสนอราคาและการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ รวมถึงความเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐและคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในกระบวนการดังกล่าว มีลักษณะฮั้วประมูลหรือไม่
ต่อมาในเดือนมิ.ย.68 ดีเอสไอพบประเด็นที่ต้องตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า 70 ราย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ สตง. และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ กระทั่งวันที่ 27 ก.ค.69 ทาง ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ตั้งองค์คณะไต่สวนคดีกรณีอาคาร สตง. แห่งใหม่พังถล่ม
มีบุคคลที่ถูกไต่สวนส่วนใหญ่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารระดับสูงของ สตง. รวมถึงบุคคลในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดยมอบหมายให้ “แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์” กรรมการ ป.ป.ช. เป็นเจ้าของสำนวน และมี “สุชาติ สุนทรีเกษม” กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมเป็นองค์คณะกรรมการไต่สวน โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งหมดร่วมเป็นองค์คณะชุดใหญ่
คดีที่ 4 คดีนอมินีภาค 2 และบริษัทที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของคดีนอมินีภาคสอง ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการออกเลขรับเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน เบื้องต้นมีบริษัทเกี่ยวข้อง 4 บริษัท ที่ต้องตรวจสอบ เนื่องจากใช้ที่ตั้งเดียวหรือโยงใยกับบริษัท ไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด
คดีที่ 5 การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งและการบอกเลิกสัญญา
วันที่ 28 มี.ค.69 สตง. แจ้งว่าได้บอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างและสัญญาควบคุมงานแล้ว และอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งวันนี้ (14 ต.ค.) ที่มีการแถลงข่าว การตรวจสอบไทยพีบีเอส ทางผู้บริหาร สตง. ได้ชี้แจงความคืบหน้าว่า ภายหลังมีการยกเลิกสัญญา ผู้ควบคุมงาน บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ออกแบบ ได้มีการฟ้องร้องบริษัทคู่สัญญา เพื่อเรียกเงินคืน และตอนนี้ สตง. สามารถเรียกเงินคืนกลับมาได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท
……………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















