“รัฐบาลอนุทิน 2” ยังหลงใหลได้ปลื้มกับเสียงเยินยอ ถึงฝีมือการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่ปลุกกระแสชาตินิยม และใช้เทคนิคเลือกตั้ง จึงกุมอำนาจรัฐได้
ขณะนี้มีกระแสต่อต้านดังกระหึ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปั่นให้ “เกมแห่งอำนาจ” สะเทือนถึง “ชนชั้นปกครอง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะทุกจังหวะแห่ง การเดินเกมของรัฐบาล เน้นผ่าน “ตัวละครสำคัญระดับคีย์” ทุกเม็ด ก่อนขอไฟเขียวจาก “เจ้าของพรรค” จึงเดินหน้าได้ สลับฉากกับ “เกมการเมือง” ต้องผ่าน “ตัวละครระดับคีย์” ก่อนขอไฟเขียวเช่นเดียวกัน
ฝ่ายเคาะสัญญาณไฟเขียว คือ “เสาเข็มแห่งนั่งร้านของระบอบน้ำเงิน” แผ่เครือข่ายถึง “สีเขียว-สีกากี-องค์กรที่ไร้ความเป็นอิสระ-กลไกรัฐ” โดยมีผู้กุมอำนาจเชิงนิตินัยเชื่อมกับข้อต่อของชนชั้นปกครอง
“ผู้กุมอำนาจ” ถึง “มั่นใจในอำนาจพิเศษ” ในประเทศไทยไม่มีใครทำอะไรได้ ชนะนิติสงครามทุกครั้ง “คดีฮั้ว สว.-คดีบัตรเลือกตั้ง” แม้แต่ “คดีโกงสอบ-คดีไอ้โม่งเขมือบราคาน้ำมัน” แค่ซวนเซและตั้งหลักใหม่ได้

ขณะที่การบริหารจัดการอุทกภัยจากหาดใหญ่ถึงน้ำท่วมภาคกลาง-กทม. ล้มเหลวซ้ำซาก ทำได้เพียงเยียวยาผู้ประสบภัย หวังกู้ซากศรัทธากลับคืนมา
แต่กระแสนิยมในตัวรัฐบาลดำดิ่งลงเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจัดงานอีเวนต์ระดับโลก ประชุม IMF-World Bank ไร้ที่ติ นักการเงิน การคลังระดับโลกขานรับ
โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ภูมิใจนำเสนอ “Bangkok Blueprint” เป็นพิมพ์เขียว เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติระดับสากลรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล อาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ลุกลามกลายเป็นปัญหาระดับโลก
มิจฉาชีพมักอาศัยช่องโหว่ก่ออาชญากรรมข้ามประเทศ ยักยอกถ่ายเทเงินไปยังประเทศที่สาม ปราบปรามลำบาก แต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกัน แต่พิมพ์เขียวฉบับนี้จะปกป้องระบบการเงินดิจิทัลให้ปลอดภัย เนื้อหาดีกลับถูกกลบ ด้วยประเด็น “เจ้าหน้าที่บริหาร IMF ตำหนิประเทศไทย”
ร้อนแรงถึงขั้น “เอกภพ เพียรพิเศษ” โฆษกรัฐบาล ชิงดับกระแสจุดไม้ขีดก้านเดียวไฟลามทุ่ง พยายามแจ้งสังคมถึงข้อเท็จจริงว่า “ไม่ได้ตำหนิไทย” แต่เนื้อหาพูดถึงวงกว้างทั่วโลกเผชิญปัญหาอะไร
เอาเป็นว่า ต้องเชื่อมั่นในโฆษกรัฐบาล เพราะเจ้าหน้าที่บริหาร IMFเน้นพูดในวงกว้างจริง เตือนทุกประเทศให้รักษา “เสถียรภาพทางการเงิน-การคลัง เกราะป้องกันด้านแรกที่สุดที่สุด โดยเภาพประเทศที่มีภาระหนี้-ยอดขาดดุลสูง ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูง” เพื่อสร้างความยืดหยุ่นรับมือโลกยุคแบ่งขั้ว
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเจอการตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจว่า เสี่ยงกระทบต่อวินัยการเงิน การคลัง ทั้งที่ไม่อยู่ในช่วงวิกฤติฉุกเฉิน ยังสามารถใช้งบประมาณปกติได้ เมื่อเจอประเด็นนี้เข้าอีกดอกมาซ้ำเติม ก็เหมือน “ไส้เดือนเจอขี้เถ้า”

ฉะนั้น ศึกซักฟอกรัฐบาล ที่ระเบิดปลายเดือนต.ค.นี้ รับรองร้อนแรงแน่ ที่ต้องรับมือ “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เน้น “รื้อนั่งร้านระบอบสีน้ำเงิน” อย่าง “ค่ายสีฟ้า” เตรียมวางขุนพลสะท้อนให้ “โหวตเตอร์” ได้เห็นเรื่อง “โง่-ห่วย-เลว”
ในขีดความสามารถทางสติปัญญาของทีมผู้บริหารประเทศ-ขีดความสามารถรับมือจัดการภัยพิบัติ รวมถึงวิกฤติต่าง ๆ-จริยธรรม ธรรมาภิบาล
ผลโหวตในสภาฯ รับรองสส.ปีกรัฐบาลไว้วางใจ 18 รมต.จากพรรคภูมิใจไทยยกก๊วนชัวร์ แต่กระแสนอกสภาฯ รับรองประชาชนโหวตเห็นด้วยกับฝ่ายค้านแน่นอน
ตอกย้ำ “วิกฤติศรัทธารัฐบาลต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” ลงไปอีก แม้ “ชนชั้นปกครอง” ยังคงเป็น “นางแบก” ต่อไป โดยมีเหตุผลในมิติมั่นคงและหาตัว “ผู้นำประเทศคนใหม่” ไม่ได้ เพราะถูก “นิติสงคราม” ตามเช็คบิลหมด
ฉะนั้นในยุคโลกหลายขั้ว ปล่อยให้มีรัฐบาลที่มีศรัทธาดำดิ่งบริหารประเทศต่อไปก็ดีเหมือนกัน ประชาชนจะได้รู้เช่นเห็นชาติว่าตัวแทนของประชาชน “โง่-ห่วย-เลว” ได้ดียิ่งขึ้น
………………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















