ขบวนการภาคประชาชน ปลุกระดมติดอาวุธทางปัญญา “ปกป้องสิทธิเกษตรกรพันธุกรรมพืชไทยไม่ให้ตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก” ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะกำลังถูกอนุสัญญา UPOV 1991 เปิดประตูให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์ และนักวิจัยตัดต่อสายพันธุ์ใหม่ ถือสิทธิ์ผูกขาดเบ็ดเสร็จ ยึดอำนาจผลิต ขยายพันธุ์ รวมถึงจำหน่ายพันธุ์พืชที่จดทะเบียนไปไว้ในมือเอกชน เท่ากับกระทืบซ้ำเกษตรกรชาวไทย
โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยทุกยุคสมัย พยายามท่องคาถาปลุกเสกให้ “ไทยเป็นครัวโลก” แต่ขณะนี้เมล็ดพันธุ์พืชที่เป็นฐานความมั่นคงทางอาหารกำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่ จากผลจากการเจรจา FTA ระหว่างไทย-EU
โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิในพันธุ์พืชถูกจับตามองเป็นพิเศษ ที่บังคับให้แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อยอมจำนนอยู่ใต้อุ้งเท้า UPOV 1991 ทำลาย “เสาหลัก” เดิม ทั้งคุ้มครองสิทธินักวิจัย คุ้มครองเกษตรกรในการเก็บหรือใช้เมล็ดพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิชุมชน รวมถึงคงอธิปไตยเหนือทรัพยากรพันธุกรรม
นับตั้งแต่วินาทีที่ประเทศไทยเปลี่ยนไปใช้ตามกฎเหล็ก จะไม่ต่างจากถูกทุบทำลาย “เสาหลัก” เอื้อให้ทุนข้ามชาติขยายเวลาผูกขาดนานถึง 20-25 ปีขึ้นไป เปิดทางกินรวบพันธุ์ใหม่ได้ทุกชนิด โดยที่เอกชนขาใหญ่ไม่ต้องแจ้งแหล่งที่มา ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ชุมชนหรือเจ้าของท้องถิ่นแม้แต่สตางค์เดียว
แม้ภาคประชาชนกดดันรัฐบาลห้ามแก้กฎหมายดังกล่าวเพื่อบูชายัญ UPOV 1991 เพราะมันจะทำลายวิถีเกษตรดั้งเดิม ซึ่งผูกพันแนบแน่นกับความหลากหลายพันธุ์พืชท้องถิ่น
ตรงกับผลศึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร ปี 63 ชี้ว่า เกษตรกรไทยเสียเปรียบทุกประตู เปิดช่องต่างชาติชุบมือเปิบ นำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิ
แล้วขนกลับมาขายแพงตัดหน้านักวิจัยพันธุ์ไทย ทำลายระบบไร่หมุนเวียน รวมถึงเกษตรกรรมยั่งยืน เพียงเพราะเกษตรกรหมดสิทธิ์เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไป
ที่ผ่านมาประเทศที่ลงนามในสัญญาทาสไปแล้ว เช่น เวียดนาม สุดท้ายเกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้ง ข้าว ข้าวโพด พืชผัก
จึงไม่แปลกที่ “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ทุ่มเม็ดเงินมหาศาล “ล็อบบี้นักการเมืองไทย” เพื่อให้ “เร่งแก้กฎหมายขายชาติ” ให้สำเร็จ จนภาคประชาชนปลุกเกษตรกรไทยจับตารัฐบาลและรัฐสภาไทย ในคณะรัฐมนตรี สส. 500 คน และ สว. 200 คน ที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ใครกล้าทรยศต่อเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพื่อแลกเศษเงิน
โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรฯ และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ป้องกันเกษตรกรไทยตกเป็นเบี้ยล่างจนชั่วลูกชั่วหลานของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ
ขนาดยังไม่มีสัญญาทาส แต่มีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ “แก้วจุรี 01-04” แม้ไม่กระทบกะเพราพันธุ์ทั่วไป ประชาชน เกษตรกรคงปลูก เพื่อจำหน่าย กินเองได้เหมือนเดิม แต่เกษตรกรไทยยังขวัญผวา ขนหัวลุก
ร้อนถึงรัฐบาลรีบดับกระแสว่า กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างฟังความคิดเห็น เพื่อแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช รวมถึงข้อกังวลตามแนวทางอนุสัญญา UPOV 1991
ทั้งหมดภาคประชาชนยังต้องจับตาไม่กะพริบ ไม่ให้เกิดภาวะโจรสลัดชีวภาพ นำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปวิจัยปรับปรุงพันธุ์เพียงเล็กน้อย ก่อนนำไปจดสิทธิบัตรผูกขาด เพื่อหวังกดหัวเกษตรกรไทย
………………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















