ทั่วโลกขานรับผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์ ทรัมป์” นำทัพพรรครีพับลีกันพ่ายแพ้ราบคาบ ส่งผลให้พรรคเดโมแครตชนะ พลิกกลับมามีเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยเดโมแครต ประกาศ “จะยุติสงครามอิหร่าน”
การเมืองโลกผ่อนคลาย แต่ “รัฐบาลอนุทิน 2” เผชิญวิกฤติศรัทธาต่อเนื่อง “ระบอบน้ำเงิน” ถึงกับเปิดเกมเติมเชื้อเพลิงอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนฉ่าใกล้ทะลุปรอท
เมื่อ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) หลังชนฝา หวังยืมดาบ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ยึดอำนาจ “ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง” หรือไม่ โดย “โยนเผือกร้อน” ให้ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ของ กกต. ทำคดีเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้นเท่านั้น ทั้งที่คดีเลือก สว.เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาฯ แล้ว
“หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่มีอำนาจพิจารณา” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่รับผิดชอบคดีฮั้ว สว.อยู่ ชี้ให้เห็นวิกฤติประเทศไทยในอนาคตว่า จะเป็นจุดที่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญปะทะอำนาจศาลฎีกา
ตามด้วย “ซาเล้ง-โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เด้งรับลูก “บังซุป-ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ตีกรอบอำนาจหน้าที่ประธาน กมธ.สามัญ และคณะกมธ.สามัญ ยกเหตุทำตามกติกาและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านั้นวุฒิสภา ต่างรู้กันดี…ส่วนใหญ่เป็นเด็กสายตรง “เจ้าพ่อเขากระโดง” เท่านั้น ถึงนั่งเป็นประธาน กมธ. ประธาน อนุกมธ. ที่สำคัญ…ญัตติส่วนใหญ่ หรือระเบียบวาระสำคัญ ต้องผ่านการคัดกรองจาก “วิปเขากระโดง” ก่อน ถึงสอดไส้ในแฟ้มวาระประชุมกันได้
สถานการณ์ไหลมาถึงวันนี้เท่ากับ “ระบอบน้ำเงิน” คุม “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ที่มีหน้าที่ตรวจสอบเบ็ดเสร็จ สั่งซ้ายหัน-ขวาหัน “องค์กรอิสระ” ได้ เหลือเพียง “ศาลฎีกา” เท่านั้น ที่เป็นเสาหลักสุดท้ายของประเทศไทย
ท่ามกลางสภาพชาวบ้านร้องเพลงประชดประชันรัฐบาล “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” แต่รัฐบาลหนังเหนียว มั่นใจไปต่อ ยิ่งเดินแต้มล่าสุด บ่งบอกว่า “ชนชั้นนำ” ใช้บริการให้ทนบริหารประเทศ ลากให้สุดซอย ไม่ต้องหวั่นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยตัวจริง คือ “ประชาชน”
เมื่อมองสถานการณ์โลกตาม “ชนชั้นนำ” ที่ยังให้โอกาสรัฐบาลต่อ หวังให้รับมือวิกฤติขัดแย้งระดับโลก โดยเฉพาะผลประชุมฝ่ายความมั่นคงล่าสุด รายละเอียดเชิงลึกไม่มีแพลมออกมาให้ประชาชนตื่นตระหนก
แต่การผุด “ศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (ศบก.สมช.) เพื่อทำงานร่วมกับภาควิชาการ เพื่อติดตามสถานการณ์มั่นคงและอัปเกรดแผนให้ทันสมัยตลอดเวลา นั่นชี้ให้เห็นว่า “ฝ่ายความมั่นคง-ชนชั้นนำ” รู้ดีว่า รัฐบาลที่ศรัทธาเสื่อมทรุด ทำไมยังจำเป็นต้องอยู่ต่อ
การอยู่ต่อของรัฐบาล กล้าเสี่ยงเล่นแต้มสวนกระแสแบบนี้ เหมือนดาบสองคม ที่พร้อมบาดทั้ง “ชนชั้นนำ” และสร้างบาดแผลให้ “ประเทศไทย” ได้
ดูได้จากที่ส่งตัวแทนระดับที่เป็นสัญลักษณ์ต้อนรับ “ผู้นำเมียนมา” ในช่วงที่มาเยือนไทย ก่อนเกิดเหตุสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนฝั่งเมียนมา ที่ส่งผลกระทบข้ามแดนมายังฝั่งไทย
แม้กองทัพอากาศส่ง F-16 เตือน “เมียนมา” ป้องปราบไม่ให้ทหารเมียนมายิงอาวุธหนักข้ามเข้ามาในเขตฝั่งไทย และมีการเคลื่อนไหวของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ต่อสายฮอตไลน์กับ “ติน หม่อง ซเว” รมว.ต่างประเทศเมียนมา โดยแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว
แต้มนี้นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเบอร์ต้น ๆ ของประเทศไทย ระบุว่า “รมว.กต.ไทย กลายเป็นเจ้าหน้าที่เมียนมาไปแล้ว” แถมถูกจีนจับบีบเข้าอีก
ทั้งหมดเป็นปรากฎการณ์ “ชนชั้นนำไทย” เผชิญ “ศึกนอก-ศึกใน” และ “ศึกในที่หนักข้อขึ้นทุกวัน” โดย “รัฐบาล” เป็นตัวเร่งจุดชนวนให้ลามไปถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีสหรัฐฯ เตรียมเข้ามาเล่นบทถนัดในประเทศไทย
………………………………..
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















