ศึกกกต.-ศาลยุติธรรมระอุ! 7 เสือกกต.-แสวง แย่แล้ว เสี่ยงคุก ประธานศาลอุทธรณ์พลิกศาลชั้นต้น ออกคำสั่งวันนี้ให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯรับฟ้องคดีผู้สมัครสว.ฟ้องกกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบคดีฮั้วสว. หลังก่อนหน้านี้ กกต.เปิดศึกศาลสูง ยื่นศาลรธน.ตีความอำนาจศาลฎีกาฯ
เมื่อวันที่ 6 พ.ย.69 มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับคดีการฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.โดยมีรายงานว่า มีการเผยแพร่เอกสารลงวันที่ ๖ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙คดีของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขดำที่ อ ๑๐๑๘/๒๕๖๙หมายเลขแดงที่ อ ๑๔๔๔/๒๕๖๙ระหว่าง นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติตระกูล โจทก์นายแสวง บุญมี ที่ ๑ กับพวก จำเลย โดยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปด(กกต.7 คนและเลขาธิการกกต.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓๒, ๕๘, ๖๙
หลังศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้มีปัญหาคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ส่งมายังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๑๑
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพทางปวงชนเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติขาดังกล่าวด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐, ๒๕๕๐ และ ๒๕๖๐ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง

ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้วหรือโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา)อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๓๒, ๕๘, ๖๙ ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และ ๒๘ (๒)คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๒ ส่วนที่ ๒ มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยทั้งแปดจึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาสบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณ
หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และ ๒๘ (๒) เช่นกัน เยี่ยงนี้ ย่อมถือได้ว่าการกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้งแปดจงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓๒, ๕๘, ๖๙และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๒๑ ประกอบมาตรา ๒๒ และมาตรา ๓๘ เป็นกรณีที่มีมูลความผิดเป็นการกล่าวหา ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์เป็นราษฎร์ที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดโดยจำเลยที่ ๑เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๓๒, ๕๘, ๖๙ ๘๘ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๙ กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งแปดให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๔
“ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๑) วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ”คำวินิจฉัยระบุตอนท้าย



















