จากแค้นฝังลึก ระหว่าง “พรรคส้ม-ประชาชน” กับ “พรรคน้ำเงิน-ภูมิใจไทย” ที่เกิดขึ้นในช่วง “รัฐบาลอนุทิน 1” ที่สส.พรรคส้มเทเสียงให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ โดยมีข้อตกลงเอ็มโอเอ คือให้ “อนุทิน” ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แล้วก็ยุบสภาฯ ภายในไม่เกิน 31 ม.ค.69
แต่ “อนุทิน” ชิงยุบสภาฯ เสียก่อน เมื่อ 12 ธ.ค.68 หลังไปจับมือกับ “สว.สีน้ำเงิน” สกัดการแก้ไข รธน.จึงต้องชิงยุบสภาฯ ก่อน “พรรคประชาชน” จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เหตุการณ์ดังกล่าวคือ การเสียรู้ทางการเมืองครั้งสำคัญของพรรคประชาชน ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทย เข้มแข็งมากขึ้นในการเลือกตั้งก.พ.69 จนสุดท้ายชนะเลือกตั้งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ทำให้ “พรรคประชาชน” มี “ทั้งต้น-ทั้งดอก” ที่รอคิดบัญชี “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ในศึกซักฟอกที่จะมีขึ้น 7-11 ธ.ค.
อย่างไรก็ตาม การทำงานของสภาฯ ทั้งในห้องประชุมสภาฯ และการทำงานผ่าน “คณะกรรมาธิการสามัญของสภาฯ” ทั้ง 35 คณะ จะพบว่า ผ่านการประชุมสภาฯ มาสองสมัย มีการเผชิญหน้ากันระหว่าง พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย อย่างดุเดือดเข้มข้น ไม่มีใครยอมให้ใคร
ฝ่ายพรรคส้ม นับวันก็ยิ่ง “ยกระดับ” การตรวจสอบ-ท้าทาย “รัฐบาลอนุทิน-ภูมิใจไทย” มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ “ภูมิใจไทย” เริ่มเหลืออด

โดยเฉพาะการ ใช้ช่องทาง “กมธ.ของสภาฯ” เข้าตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ เพื่อพุ่งเป้าไปที่ “อนุทิน-รัฐบาลสีน้ำเงิน” และที่ “ภูมิใจไทย” เริ่มทนไม่ไหว…ก็เพราะมีการใช้ช่องทางกมธ.ไล่บี้ เรื่องที่เป็น “จุดอ่อนรัฐบาลสีน้ำเงิน” มาตลอด แถมบางเรื่อง ไม่ได้ใช้แค่กมธ.คณะเดียว แต่เล่นใช้กมธ.สองคณะฯ ที่สส.พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ.ฯ มาไล่บี้เอาข้อมูล-เรียกคนมาซักถามเพื่อนำข้อมูลไปขยายผลทางการเมือง อย่างศึกเฉพาะหน้าก็คือ “ศึกซักฟอก” ที่จะมีขึ้น
เรื่องที่ “ภูมิใจไทย” ทนไม่ได้ ก็คือกรณีการไล่ตรวจสอบ 2 เรื่องสำคัญ คือ…
1.ทุจริตสอบท้องถิ่น ที่ “พรรคประชาชน” ใช้ช่องทางคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ที่มี “รังสิมันต์ โรม” เป็นประธานฯ กับคณะกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่มี “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” เป็นประธานฯ
เรื่องนี้…ลำพังแค่กมธ.เดียว…ไล่บี้ ก็ทำเอา “ภูมิใจไทย-ก.มหาดไทย” เหนื่อยแล้ว นี้เล่นเอา 2 กมธ.มาไล่บี้-ไล่ชน เรียกคนมารีดข้อมูล สั่งให้ส่งเอกสารสำคัญ ๆ ส่งมาให้หมด และบางรอบ ใช้วิธี เอากมธ. 2 คณะ มาประชุมพร้อมกันเพื่อพิจารณาเรื่อง “สอบท้องถิ่น” อย่างเดียว แล้วเปิดให้สื่อเข้าฟังตลอด ให้ไลฟ์สดอีกต่างหาก ทำให้ “ฝ่ายภูมิใจไทย” ทนไม่ไหว จนมีการประท้วงวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ก็ทำมาแล้ว
2.โครงการ TH-AI Passport ที่กมธ.ทั้ง 2 คณะคือ “ชุดรังสิมันต์” และ “ชุดไอซ์-รักชนก” ก็เข้ามาตรวจสอบโครงการนี้พร้อม ๆ กัน
บนข้อกังขาว่า กมธ.กฎหมาย มาเกี่ยวอะไรด้วยกับเรื่องนโยบาย AI ฟรีให้คนไทย เพราะภาพมันก็ชัดว่า “พรรคประชาชน-รังสิมันต์” ต้องการทุบ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลฯ ลูกชายเนวิน ชิดชอบ-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เพราะหาก “เปิดแผล-ไล่ถลุง” จน “ลูกเนวิน”…ไปไม่เป็น ก็จะส่งผลต่อรัฐบาลภูมิใจไทยตามมา
เอาแค่ 2 เรื่อง “ทุจริตสอบท้องถิ่น-TH-AI Passport” ที่ใครต่อใครก็ดูออกว่า “พรรคประชาชน” ต้องการหาข้อมูล-หาพยานหลักฐาน เพื่อเชื่อมโยงไปถึง “มท.1 อนุทิน” และ “คนใกล้ชิดอนุทิน” ที่แม้ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็เป็นเงาติดตามตัวของ “อนุทิน” มาโดยตลอด รวมไปถึง “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ และอดีตรมช.มหาดไทย และ “บิ๊กมหาดไทยสายสีน้ำเงิน” ที่เคยเกี่ยวข้องกับการจัดสอบท้องถิ่นและที่สำคัญ “ไชยชนก” กับ “เครือข่ายธุรกิจ” ที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย TH-AI Passport

จึงทำให้ “ภูมิใจไทย” ต้องแก้เกม ด้วยการให้ “ศุภชัย ใจสมุทร” ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ภูมิใจไทย และกมธ.กฎหมายฯ ที่เป็น ไม้เบื่อไม้เมา กับ “พรรคประชาชน-รังสิมันต์-รักชนก” มาตลอด ชงเรื่องให้ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมประธาน กมธ.35 คณะเป็นการด่วน เมื่อ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องกรอบการทำงานของกมธ.หลังเกิดมีปัญหาการทำงานไม่ราบรื่น กมธ.มีการงัดกันเองหลายครั้ง
สุดท้าย “ปธ.โสภณ” ก็ออกมารับหน้าเสื่อ ทำหนังสือเวียนเห็นชอบกับแนวทาง “จัดระเบียบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาฯ” ที่ฝ่ายค้านโวยวายว่า เป็นการ “ริบดาบ-ปิดกั้น” ระบบการตรวจสอบของกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนราษฎร ทำให้การทำงานของประธานกมธ.-กมธ.-ขาดความคล่องตัวหลายอย่าง เพราะทุกอย่างต้องใช้มติที่ประชุมหมด ตั้งแต่การนัดประชุม โดยเฉพาะการนัดประชุมนัดพิเศษ-การกำหนดระเบียบวาระ-การเรียกบุคคลมาชี้แจง
ซึ่งกมธ.สามัญแต่ละคณะ แม้ตัวประธานจะเป็นฝ่ายค้าน แต่เสียงส่วนใหญ่ใน กมธ.จะเป็นสส.ฝั่งรัฐบาล คุมเสียงข้างมาก ยิ่งหากรัฐบาลมีเสียง สส.ในสภาฯ มาก เช่นระดับ 290-300 เสียง ก็ยิ่งทำให้ฝั่งรัฐบาลจะมีสส.ของรัฐบาล นั่งคุมเสียงข้างมากในกมธ.ทุกคณะได้แบบเบ็ดเสร็จหมดทั้ง 35 คณะ ทำให้คุมทิศทางการทำงานของ กมธ.ได้หมด แม้ต่อให้ประธานกมธ.จะเป็นสส.ฝ่ายค้านก็ตาม
อีกทั้ง ปิดกั้นไม่ให้กมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ที่อาจต้องการพิจารณาปัญหาหรือประเด็นเดียวกัน ไม่สามารถทำได้แบบเดิมอีกแล้ว เพราะต้องส่งเรื่องให้ประธานสภาฯพิจารณาก่อน ซึ่งเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาล สามารถสกัดฝ่ายค้านได้
เช่น หากฝ่ายค้านจะตรวจสอบเรื่องทุจริตโครงการใดโครงการหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลหากจะสกัดเอาไว้ ก็ใช้วิธีให้ กมธ.ฝั่งรัฐบาล 2 คณะ ขอว่า จะตรวจสอบเช่นกัน ทำให้ต้องส่งเรื่องให้ประธานสภาฯมาพิจารณา โดยระหว่างนั้น กมธ.จะต้องหยุดการดำเนินการไว้ก่อน ไม่สามารถจัดประชุมพิจารณาในเรื่องที่ต้องการตรวจสอบได้ เพราะต้องรอให้มีการชี้ขาด-นัดหารือ ระหว่างประธานสภาฯ กับประธานกมธ.ฯ เพื่อมาหาข้อยุติว่า จะให้กมธ.คณะใดตรวจสอบ ที่จะกินเวลาไปอีกพอสมควร จนประเด็นที่ต้องการข้อมูล-ต้องการตรวจสอบ ไม่อยู่ในความสนใจของประชาชนไปแล้ว ทำให้เกิดการดึงเรื่อง ถ่วงเวลาไม่ให้ฝ่ายค้านรุกไล่รัฐบาลได้
กรอบจัดระเบียบ กมธ.ข้างต้น ทำให้ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” จับมือประสานเสียง รุมสวด “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ-สส.บุรีรัมย์หลายสมัย…จนหูชา ในท่วงทำนองว่า “ประธานโสภณ รับงาน-ใบสั่งการเมืองมาจัดระเบียบกมธ.สภาฯ เพื่อต้องการปิดกั้น-ทำลายระบบตรวจสอบของสภาฯ เข้าทำนอง…น้ำเงินหวังกินรวบ”

จนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยเนื้อหาหลัก ๆ ก็คือ
-การยืนกรานว่า แนวทางการจัดระเบียบการทำงานกมธ.ฯ ข้างต้นไม่ใช่การตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวทางที่คณะกรรมาธิการสามัญส่วนใหญ่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญ
-การย้ำว่าการจะใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง จะต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่ต้องทำตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
-สิ่งที่ดำเนินการไปไม่ใช่หวังปกป้องฝ่ายบริหารแต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยกมธ.ของสภาฯ มีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เป็นต้น
ประเมินแล้ว การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายค้าน…โดยพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย ในเวทีสภาฯ ทั้งในห้องประชุมสภาฯ และการทำงานของกมธ.ฯ หลังจากนี้ จะร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จะมีการงัดข้อกฎหมาย-ข้อบังคับของสภาฯ มาหักเหลี่ยมเฉือนคม กันสุดฤทธิ์ เรียกว่า แต่ละฝั่ง พลาดเมื่อไหร่ ก็โดนเสียบกลางสภาฯ
ซึ่งตัวของ “โสภณ” สายตรงบุรีรัมย์ “เนวิน ชิดชอบ” เชื่อว่า นับจากนี้จะโดนพรรคประชาชน หาเรื่องไล่บี้หนักขึ้น เพราะเจ้าตัวก็ยังมีหลายเรื่องให้รอไล่ถล่ม
เช่น กรณีที่ป่านนี้ยังไม่ส่งเรื่องที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อกันยื่นเรื่องถึงประธานสภาฯ กรณีกล่าวหาว่า กรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม-อดีตสส.บุรีรัมย์ น้องชายเนวิน ที่ป.ป.ช.ยกคำร้อง ซึ่งสส.ฝ่ายค้านส่งคำร้องให้ประธานสภาฯ เพื่อส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนป.ป.ช. แต่ปรากฏว่า หลังยื่นเรื่องไปตั้งแต่มิ.ย.69 แต่ป่านนี้ ผ่านไปหลายเดือน “โสภณ” ยังไม่ส่งประธานศาลฎีกาฯ
เรื่องนี้ เชื่อได้เลยว่า หลังจากนี้ฝ่ายค้านจะทวงถาม “ปธ.โสภณ” หนักขึ้นว่า ที่ไม่ยอมส่งให้ประธานศาลฎีกาฯ เพราะเป็นเรื่องที่โยงถึง “ศักดิ์สยาม” น้องเนวิน ใช่หรือไม่ ?
สถานการณ์ข้างต้น…บ่งชี้ว่า การปะทะกันทางการเมืองระหว่าง “พรรคส้ม” กับ “พรรคน้ำเงิน” นับวันจะยิ่งดุเดือด ร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งฝั่งสีน้ำเงิน ต้องระวังเช่นกัน เพราะหากย่ามใจ เดินเกมปิดพื้นที่การเมือง สกัดระบบตรวจสอบทุกอย่าง จนถูกฝ่ายตรงข้ามปั่นกระแสว่า “สีน้ำเงินกำลังสร้างระบบเผด็จการัฐสภา”
มันก็เสี่ยงเหมือนกัน เพราะจะทำให้ที่มีการโหมสร้างกระแส “น้ำเงินกินรวบประเทศไทย” เผลอ ๆ อาจจะ “จุดติด” เอาได้ในอนาคต!
…………………………………………
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















