”ศิริโชค”บอกยอมอดนนอน คอมพัง เขียนคำอุทธรณ์เพื่อเตรียมยื่นศาลสัปดาห์หน้า ปมฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และยังต้องเขียนคำฟ้องใหม่อีกฉบับ โดยนำหลักการจากคำวินิจฉัยล่าสุดมาเป็นเหตุผลประกอบ เพื่อเปิดประตูฟ้อง ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ ประตูฟ้อง ป.ป.ช. เปิดแล้ว! โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ ประธานศาลอุทธรณ์คนเดิมวินิจฉัยว่า ผมไม่สามารถฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ เพราะกฎหมายกำหนดช่องทางพิเศษไว้แล้ว แต่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่กลับมีคำวินิจฉัยว่า ประชาชนสามารถฟ้อง กกต. ได้โดยตรง และคดีอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ
นี่แหละครับ คือหลักการที่ผมต่อสู้มาตลอด!
พูดง่าย ๆ ก็คือ การที่กฎหมายเปิดช่องทางพิเศษให้ดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปิดประตูไม่ให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายฟ้องด้วยตัวเองการเพิ่มช่องทางหนึ่ง ไม่ควรหมายถึงการปิดอีกช่องทางหนึ่ง
แม้คดี กกต. กับคดี ป.ป.ช. จะมีกฎหมายเฉพาะต่างกัน แต่หลักการเรื่องสิทธิฟ้องของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผมจะนำไปต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
สองสามคืนที่ผ่านมา ผมนั่งเขียนคำอุทธรณ์แทบไม่ได้นอน เพื่อเตรียมยื่นศาลสัปดาห์หน้า และยังต้องเขียนคำฟ้องใหม่อีกฉบับ โดยนำหลักการจากคำวินิจฉัยล่าสุดมาเป็นเหตุผลประกอบ
เขียนทั้งคำอุทธรณ์ ทั้งคำฟ้องใหม่ จน MacBook พังไปแล้วหนึ่งเครื่อง! แต่สิ่งที่ทำให้ผมเหนื่อยที่สุด ไม่ใช่การอดนอน ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่พัง
แต่คือการที่ประชาชนคนหนึ่งต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีสิทธิเดินเข้าไปขอความยุติธรรม
แต่ไม่เป็นไรครับ คอมพิวเตอร์พัง ซื้อใหม่ได้
แต่ถ้าสิทธิของประชาชนในการฟ้องผู้มีอำนาจถูกปิดลง เราจะยอมซื้อความเงียบให้ตัวเองด้วยการไม่ต่อสู้ไม่ได้
วันนี้ประตูยังไม่ได้เปิดออกทั้งหมด
แต่ผมเห็นแสงลอดเข้ามาแล้ว
ผมไม่รู้ว่าต้องผลักประตูบานนี้อีกกี่ครั้ง ไม่รู้ว่าจะต้องเหนื่อยอีกแค่ไหน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุดท้ายผมจะได้เดินผ่านเข้าไปหรือไม่
แต่ผมรู้ว่า ผมจะไม่เดินกลับ
เพราะถ้าวันนี้ผมยอมแพ้ วันข้างหน้าอาจมีประชาชนอีกหลายคนที่ต้องมายืนอยู่หน้าประตูบานเดียวกัน โดยไม่มีใครกล้าแม้แต่จะลองผลักมัน
ผมไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อให้ประตูบานนี้เปิดรับผม
แต่เพื่อให้วันหนึ่ง ประชาชนคนต่อไปไม่ต้องใช้แรงทั้งชีวิต เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีสิทธิเดินเข้าไปขอความยุติธรรม



















