เทพไท มองคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ คดีฮั้ว ส.ว. เป็นความหวังใหม่ของสังคม ชี้ประชาชนมีสถานะเป็นผู้เสียหายจากการถูกพรากอำนาจอธิปไตย สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง รวมถึง กกต. ได้ พร้อมจับตาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย กกต. ชุดเก่า
เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง และอดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความถึงกรณีการโกงเลือกตั้งสว.ว่า
เริ่มเห็นเค้าลาง กกต.เสี่ยงคุก
สำหรับคดีโกงเลือกตั้ง ส.ว. หรือฮั้ว ส.ว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้มีมติ 5 ต่อ 2 สั่งฟ้องผู้ที่ทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. 77 คน และไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมือง หรือบุคคลที่เป็นนักการเมือง กรรมาการพรรคการเมืองเลย ทำให้สังคมหมดหวัง ว่าจะเอาผิดกับนักการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้อย่างไร จนทำให้หลายคนหลายฝ่ายถอดใจไปตาม ๆ กัน
แต่หลังจากนั้น ความหวังก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อนายวิธูร ครองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 27/2569 เมื่อวันที่ 06 พฤศจิกายน 2569 โดยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีการฟ้อง กกต. ในข้อหาการสั่งฟ้อง 77 คน และสั่งไม่ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว ส.ว. อีกจำนวนหนึ่งว่า “หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้ว ส.ว. หรือโกงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหาย และมีอำนาจฟ้องบุคคล หรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น”
แสดงให้เห็นว่า ความหวังของสังคมที่สิ้นหวัง เห็นว่าไม่สามารถจะเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้แล้ว แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ออกมาเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้มีส่วนเสียหายจากการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย จึงมีสิทธิ์ฟ้องกกต. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ และประชาชนผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง ก็สามารถยื่นฟ้อง กกต. และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนก่อน
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ประชาชนเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็สามารถฟ้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
สิ่งที่สังคมคาดหวังว่า อนาคตของ กกต. ชุดนี้ จะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกับ กกต. ชุดที่ 2 ที่มีพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กกต. และถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ก็น่าจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการที่สังคมคาดหวังว่า กกต. ชุดนี้ที่ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยไม่ฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. หรือการเลือกตั้ง ส.ว. จะต้องได้รับโทษ อาจจะถูกศาลสั่งจำคุกเหมือนกับ กกต. ชุดก่อน
วันนี้คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีโกงเลือกตั้ง ส.ว. หรือฮั้ว ส.ว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติ 5 ต่อ 2 สั่งฟ้องผู้ที่ทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. 77 คน และไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคการเมืองเลย ทำให้สังคมหมดหวังว่าจะเอาผิดกับนักการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้อย่างไร จนทำให้หลายคนหลายฝ่ายถอดใจไปตาม ๆ กัน
แต่หลังจากนั้นความหวังก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อนายวิฑูรย์ ครองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 27/2569 เมื่อวันที่ 06/11/2569 โดยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีการฟ้อง กกต. ในข้อหาการสั่งฟ้อง 77 คน และสั่งไม่ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว ส.ว. อีกจำนวนหนึ่งว่า หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้ว ส.ว. หรือโกงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น
แสดงให้เห็นว่าความหวังของสังคมที่สิ้นหวัง ได้เห็นว่าไม่สามารถที่จะเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้แล้ว แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ออกมาเช่นนี้ ทำให้เห็นว่าประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้มีส่วนเสียหายจากการพรากอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย จึงมีสิทธิ์ฟ้องต่อ กกต. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงสามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ และประชาชนผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงก็สามารถยื่นฟ้อง กกต. และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง
โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวนก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ประชาชนเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็สามารถที่จะฟ้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
สิ่งที่สังคมคาดหวังว่าอนาคตของ กกต. ชุดนี้จะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกับ กกต. ชุดที่ 2 ที่มีพลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กกต. และถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกเมื่อวันที่ 03/06/2559
ก็น่าจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการที่สังคมคาดหวังว่า กกต. ชุดนี้ที่ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยไม่ฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. หรือการเลือกตั้ง ส.ว. จะต้องได้รับโทษ อาจจะถูกศาลสั่งจำคุกเหมือนกับ กกต. ชุดก่อน
วันนี้คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ทำให้ประชาชนมีความหวัง และทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นในกระบวนการยุติธรรมไทยแล้ว



















