เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้คนไทยทั้งชาติ “สลดใจ” ไม่น้อย แม้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเห็นอยู่เป็นประจำ
ความ “สลดใจ” ที่เกิดขึ้นในรอบนี้ มาจากเสียงเรียกร้อง เสียงร้องระงมของชาวบ้าน นับหมื่น-นับพันราย ที่ต้องจมอยู่กับมวลน้ำมหาศาลแบบไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญ! ความช่วยเหลือที่เข้ามาก็ไม่ทันการณ์
มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลบ่าเข้าอำเภอหาดใหญ่ ที่เป็นแอ่งกระทะ แบบตูมเบ้อเร่อ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะหลบจะหลีก หรือจะตัดสินใจออกจากพื้นที่ทันที ก็ไม่ทันการณ์ เพราะน้ำมาเร็ว และมาแรง
แต่กว่า…ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะตั้งตัวติด แล้วระดมความช่วยเหลือเข้าในพื้นที่ ก็ผ่านไปซะหลายวัน ทั้งที่ฝนตกหนักมาตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” ยืนยันหนักแน่นว่าการทำหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ช้า รัฐบาลช่วยเหลือน้ำท่วมใต้เต็มที่ ตอนนี้ทุกอย่างที่มีอยู่ระดมลงไปหมดแล้ว…ก็ตาม
แต่เชื่อเถอะ ในใจของคนไทยทั้งประเทศ ยังมองว่า “ช้า” ต่อให้สถานการณ์รุนแรง โดยเฉพาะ “มวลน้ำ” ที่แรง ปริมาณน้ำที่มาก แต่กว่ารัฐบาลจะตั้งตัวติด ก็ใช้เวลาไม่น้อย
ภาพที่เห็น ส่วนใหญ่ก็เป็น “บรรดาอาสากู้ภัย” ทั้งหลาย ที่ทั้งหมดก็เป็นภาคเอกชนและเป็นอาสา ที่ยื่นไม้ยื่นมือ…ระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรง
หากจำกันได้ ย้อนหลังไปดูเหตุอุทกภัย หรือบรรดาภัยธรรมชาติ ที่ผ่าน ๆ มา หน่วยงานแรกที่เข้าถึงคนที่เดือดร้อนอย่างจริงจังก็หนีไม่พ้นบรรดาเหล่าอาสาฯ ทั้งหลายเช่นกัน
เอาเป็นว่า มาถึงจุดนี้แล้ว จุดที่รัฐบาลสามารถตั้งตัวได้ หาคนมารับผิดชอบดูแลโดยตรงได้แล้ว ก็ต้องรอดูฝีมือกันต่อไปว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ หนู” จะสามารถแก้ตัว แล้วเรียกความศรัทธา จากพี่น้องคนไทยกลับมาได้มากน้อยอย่างไร
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เวลานี้อยู่ในช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างที่ อ.หาดใหญ่ ก็ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแหล่งหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ที่สำคัญ “นักท่องเที่ยวชาวมาเลย์” ในขณะนี้ถือเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุด โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้ มีจำนวนกว่า 4 ล้านคนทีเดียว
ขณะที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประเมินว่า มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 9 จังหวัดภาคใต้รอบนี้ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ล้านครัวเรือนกันทีเดียว
ด้านนักวิชาการอย่าง “อัทธ์ พิศาลวานิช” ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับทั้ง 9 จังหวัดภาคใต้ มีผลกระทบทางเศรษฐกิจในเบื้องต้นรวมกันแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 27 พ.ย.68
ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อดีดนิ้วนับตัวเลขกันแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวม 7 วัน นั้นก็คิดเป็น 15% ของจีดีพี ของทั้ง 9 จังหวัดภาคใต้ โดย “จ.สงขลา” ถือว่า ได้รับผลกระทบมากสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ “อ.หาดใหญ่” มีผลกระทบ 1.2 หมื่นล้านบาท
ไม่เพียงเท่านี้ “ดร.อัทธ์” ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ปัญหาการจัดการที่ล้มเหลวครั้งนี้ มาจาก 1.การแบ่งงานที่เป็น “เบี้ยหัวแตก” ไร้แม่ทัพหลักตัวจริง ซึ่งสุดท้ายก็จะ เดินคนละทิศ-คนละทาง
2.ระบบเตือนภัยพิบัติ “ไม่แม่นยำ” และไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน ทั้งที่ในแต่ละปีไทยใช้งบประมาณในส่วนนี้มาก แต่สุดท้ายก็ยังไม่เป็นที่ไว้ใจหรือเชื่อถือได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ
3.ความ “ล่าช้า” ในการช่วยเหลือและอพพยประชาชน เป็นแบบต่างคน ต่างทำ ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฏิบัติร่วมกัน
สุดท้าย 4.ทิศทางการสื่อสาร ท้องถิ่นกับส่วนกลาง “คนละทิศคนละทาง” ประชาชนจะเชื่อใครดี จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็น
เอาเป็นว่า สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ก็ต้องเอาใจช่วยให้คนทำงานกลับมามี “สมาธิ” อย่างจริงจังเสียที ไม่เช่นนั้น…ความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อ “นักการเมือง” คงไม่มีให้เห็นอีกต่อไป!
………………………………..
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo






































