เข้าสู่วันที่ 2 ของ “ปีม้าไฟ” ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า น่าจะเป็นปีแห่งการ “เผาเกรียม” เพราะอาการจะหนักหนาสาหัสกันทีเดียว จากเหตุปัจจัยใหญ่ มาจาก ภาษีตอบโต้ ของ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” นั่นแหล่ะ
จากการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ ที่ 19% ทำให้บรรดาผู้ส่งออก และผู้นำเข้า ต่างโกยออเดอร์จากปีที่แล้วกันไว้ล่วงหน้า จนทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปี 68 นั้นเติบโตทะลุนิวไฮไปกว่า 3.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กันทีเดียว
ในเมื่อแห่ส่งออกกัน จนทุบประวัติศาสตร์เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่สูงขึ้น กันไปจนหมดแล้ว มาในปี 69 นี้ ยอดการส่งออก ย่อมต้องหดหาย หรือเหลือเพียงน้อยนิด เพราะออเดอร์ล่วงหน้ากันแบบให้เจ็บตัวน้อยที่สุด
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่า การคาดการณ์การส่งออกในปี 69 นี้ ทำไม? หลายหน่วยงานจึงให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มูลค่าการส่งออกไทยจะหดตัวลดลงจนติดลบ หรืออย่างดีที่สุด…ก็คือ ไม่ขยายตัวเลย

ในเมื่อรายได้ของประเทศ ส่วนใหญ่กว่า 60-70% มาจากการส่งออก ไม่ขยายตัว เผลอ ๆ อาจติดลบด้วยซ้ำไป ผสมโรงเข้าไปกับสารพัดปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า จากการยุบสภา
ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้มีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงไปบ้าง แต่ถ้าจีดีพีขยายตัวได้น้อย ก็ย่อมต้องทำให้สัดส่วนของหนี้ปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เช่นกัน
เมื่อหนี้ครัวเรือนยังสูง การระมัดระวังการใช้จ่ายยิ่งเพิ่มขึ้น หรือแย่ไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีกำลังจะใช้จ่ายเสียมากกว่า ก็ยิ่งฉุดให้เศรษฐกิจในประเทศปักหัวต่ำเตี้ยเรี่ยดินตามไปอีก
ในเมื่อไม่มีเงิน ทำธุรกิจลำบาก การที่จะไปหวังให้บรรดานายแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้อีก ก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แบงก์ ขณะที่แบงก์เองมีหน้าที่ต้องดูแลกระเป๋าของผู้ถือหุ้น
ดังนั้น!! จึงมีการประเมินกันว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่ของนายแบงก์ในปีม้าไฟ นี้จะหดตัวติดลบไปที่ 0.7% ที่จะหนักหนาก็เห็นทีหนีไม่พ้นเอสเอ็มอี ที่สินเชื่อแบงก์ที่ปล่อยให้กับเอสเอ็มอี ติดลบมานานถึง 13 ไตรมาสแล้ว
จึงยิ่งทำให้ปัจจัยเสี่ยง ที่ถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจไทยทั้งระบบนั้น ยังหนักหนาสาหัส เพราะหันไปทางไหนก็ติดหล่ม ติดปัญหาสารพัด หน่วยงานวิจัยทั้งของรัฐของเอกชน ต่างพาเหรดกันออกมาทำนายว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 นี้เติบโตต่ำกว่า 2% แน่นอน

ไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ ที่ให้ค่ากลางของเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.7% ขณะที่ แบงก์ชาติ ก็ให้ค่ากลางที่ระดับ 1.5% เช่นกัน ส่วน กระทรวงการคลัง ยังมองอยู่ในระดับ 2% ขณะที่เวิลด์แบงก์ มองว่า เติบโตได้ 1.7% ส่วน สถาบันวิจัยเอกชนอื่น คาดการณ์ที่ระดับ 1.5-1.6%
ในเมื่อทุกหน่วยงานมองว่า…จีดีพีในปีม้า! เติบโตได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น!! หรือโตต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ จึงกลายเป็นต้นตอของปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่สะพัด การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้… ก็เกิดจากการที่จีดีพี เติบโตต่ำ หรือหนี้สาธารณะที่จะชนเพดาน ก็เทียบกับจีดีพี เช่นกัน
การพยายามทำให้จีดีพีเติบโต ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นทั้งกระทรวงการคลังเอง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องมีมาตรการออกมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตให้ได้
หากจีดีพีไทย ไม่ขยับเขยื้อน หรือไม่ค่อยจะเดินหน้าไปไหน ปัญหาทางเศรษฐกิจจะตามมาเยอะมาก เมื่อถึงเวลานั้นการแก้ไขก็จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนเข็ญเข้าไปอีก
ที่ผ่านมา…เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงได้ยินบรรดานักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หรือแม้แต่ข้าราชการระดับสูง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง มักออกมาบอกว่า ที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไปได้ เพราะเรามี “บุญเก่า” อยู่ แต่ก็ใช้ไปจนหมดแล้ว ขณะที่ “บุญใหม่” ไม่มีการสร้างกันเลย แล้วจะเอาอะไรที่ไหนมาเติบโต
คำพูดนี้! ถือว่าเป็นคำพูด คำเตือน ที่คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงต่อจากนี้ ต้องให้ความสำคัญ และให้ความใส่ใจ เพราะหากยังเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง มองเห็นแต่ช่องทางที่จะรักษาคะแนนเสียง รักษาเก้าอี้ไว้ให้มั่น
เชื่อเถอะ…อีกไม่นาน ประเทศไทย ยิ่งดิ่งจมเหวลึกเข้าไปอีก เผลอ ๆ หาช่องโผล่หัวขึ้นมาหายใจไม่ได้อีกต่างหาก เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปทิศทางใด
แต่หาก “รัฐบาลชุดใหม่” มีฝีมือมากว่าฝีปาก ก็เชื่อได้ว่าคนไทยคงได้เห็นแสงสว่างที่จรัสเจิดจ้า มากขึ้น!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















