การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า ดังนั้น “สารพัดนโยบาย” จึงแข่งขันกันออกมาเพื่อให้ “โดนใจประชาชนคนไทย” มากที่สุด เท่าที่จะทำได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานโยบายที่จะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋า ให้กับคนไทย รวมไปถึงนโยบายที่จะทำให้คนไทยทั้งชาติอยู่ดีกินดี ไม่เป็นหนี้ไม่เป็นสิน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งหลายทั้งปวง ก็เป็นเพียงนโยบาย ที่วาดฝันไว้ ที่ผ่านมามีทั้ง…“ทำได้-ทำไม่ได้-ไม่ได้ทำ” จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ โดยทั้งหมดก็ต้องมาดูว่า ที่ยอมเทคะแนนเสียงให้ไปนั้น ได้รับผลกลับมาอย่างไรบ้าง
เพราะ…ไม่สามารถโทษใครได้ ก็ต้องโทษตัวเอง เพราะเป็นผู้ลงคะแนนเอง จะด้วยมีความรู้ มีความตั้งใจ หลงรัก หลงชอบ เป็นแฟนคลับ หรือแม้แต่รับเงินเค้ามา ก็ต้องยอมรับสภาพ ถ้าได้นักการเมืองที่ไร้ฝีมือ
ที่น่าสนใจ ในเวลานี้ นอกจากเรื่องของนโยบายที่แข่งขันกันแล้ว ยังมีเรื่องของ “เงิน” ที่แข่งขันกันซื้อเสียงอีกต่างหาก !!

โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน และเพื่อนไม่ทน ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง
ในรอบนี้ผลสำรวจที่ออกมา ต้องยอมรับว่า “น่าตกใจ-น่าใจหาย” เพราะมูลค่าการจ่ายเงินซื้อเสียงนั้น มีเพดานเพิ่มขึ้นไปถึง คนละ 7,500 บาท กันทีเดียว
แม้ผลสำรวจครั้งนี้ ได้สร้างความกังขา ความน่าสงสัยให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาฝ่ายการเมือง ที่พาเหรดกันออกมาปฎิเสธว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นจำนวนที่สูงเกินไป
ขนาดหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังถึงกับร้อง “โอ๊ก!!” แถมบอกว่า “ถ้ารู้ตัวให้บอกหน่อย จะซื้อเขาควายไปสวมให้ ขนาดเขาควายยังแค่ 700 บาทเอง”
เรื่องนี้จะเท็จจะจริงอย่างไร คงไม่สามารถบอกได้ในเวลานี้ เพราะเป็นการสำรวจ เป็นการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,814 ราย ทั่วประเทศ แยกเป็นประชาชน 3,048 ราย เป็นภาคธุรกิจ 1,771 ราย เมื่อเดือนม.ค. 69 ที่ผ่านมา
หน้าที่ของหน่วยงานที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ ก็ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ต้องเข้าไปสอบหาความจริง หาข้อเท็จจริง
เพราะถ้าพรรคการเมือง หรือนักการเมือง ยอมควักเงินจ่ายเป็นจำนวนมากขนาดนี้ นั่นหมายความว่า ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย เพื่อให้ได้คะแนนเสียงอย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่ากังวลใจมากกว่านั้น… หากผู้สมัครรายนั้น ได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือใด ๆ ก็แล้วแต่ในเชิงการเมืองที่สามารถฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์ได้
ลองคิดดู!หาก เป็นเช่นนั้นจริง ผลประโยชน์ที่จะต้องถูกโกยเข้าไปเป็นของตัวเองหรือพวกพ้อง จะเป็นจำนวนมากเท่าใด เพราะในโลกแห่งความจริง คงไม่มีใครยอมเสียอะไรไปฟรี ๆ แน่นอน

ที่ผ่านมาองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน ประเมินว่าในแต่ละปีประเทศไทยต้องสูญเสียเงินจากการทุจริตคอรัปชันไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่เงินจำนวนนี้สามารถนำไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ได้จำนวนมาก
ส่วนใหญ่เป็น “เงินทอน” ในการจัดซื้อจัดจ้าง มีมูลค่า 2-3 แสนล้านบาทต่อปี เป็นความสูญเสียจากเงินทอนหรือเงินใต้โต๊ะในอัตราเฉลี่ย 20-30% ของงบลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐทุกประเภท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจมากหรือน้อยกว่านี้ตามยุคสมัย
เงินจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ว่า ยังไม่รวมความสูญเสียทางอ้อมที่กัดกินสังคมไทย เช่น นักลงทุนหนีหายเพราะกลัวความไม่ชัดเจนของราชการ ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นและไม่แน่นอนส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการให้เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนใช้สินค้าและบริการรัฐในราคาแพงหรือคุณภาพไม่ดีพอ
ขณะที่ผลสำรวจ บอกว่า 77% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามมานั้น เห็นว่า คอร์รัปชันในไทยเป็นสถานการณ์ที่รุนแรง และรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนผลสำรวจอีกประมาณ 94% มองว่า การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ต่างเชื่อมโยงกับธุรกิจข้ามชาติที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน และยังเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อประเทศอีกด้วย
ในความเป็นจริง แม้เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน จะปราบปรามให้เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ หรือไม่มี หรือไม่เกิดขึ้นได้ นั้น จะเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ก็ตาม
แต่ในความเป็นจริง ถ้าทุกคนช่วยกันลด ช่วยกันสอดส่อง ช่วยกันตีฆ้องร้องป่าว ก็สามารถลดความรุนแรงของปัญหาได้ไม่น้อยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้!! ในโอกาสที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องใช้สิทธิ ในการเลือกผู้แทนราษฎร ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ ลดทอนการทุจริตคอร์รัปชันได้ไม่น้อย แค่…ไม่ยอมรับ “คนที่ซื้อเสียง” แค่นี้ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติไม่น้อยแล้ว!!
……………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















