พิษสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบมายังปากท้องคนไทยทั้งประเทศ ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย หรือบรรเทาเบาบางลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ราคาพลังงานในประเทศ
อย่างที่รู้กัน ว่าไทยยังต้องพึ่งพิงพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 57%-58% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด
แหล่งนำเข้าหลัก ก็คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้น้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แม้รัฐบาล ได้ออกสารพัดมาตรการ มาเพื่อรองรับไฟสงครามที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท
จนถึงทุกวันนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ซัพพอร์ตราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงไว้ถึงลิตรละ 15.45 บาท แล้ว หากมีการปล่อยลอยตัว เพื่อให้ราคาน้ำมันสอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ก็มีอันปาเข้าไปลิตรละ 45.39 บาท
จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า หากเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถจะเข้ามาแบกรับภาระจากการเข้าไปอุ้มราคาน้ำมันนี้ได้อีก การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเชิงการเมือง ไม่มีวันที่เป็นไปได้ด้วยซ้ำ! เพราะอย่าลืมว่า ราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซล ถือเป็นสินค้าทางการเมือง
หากเมื่อใดรัฐบาลไม่เข้ามาโอบอุ้ม ไม่เข้ามาซัพพอร์ต ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแบบเพียว ๆ ก็มีผลต่อเก้าอี้รัฐบาลไม่น้อย เผลอ ๆ เก้าอี้อาจพังครืนอีกต่างหาก
ดังนั้น ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมา การตรึงราคาน้ำมันดีเซล จึงกลายเป็นนโยบาย ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ในทุกรัฐบาล เพราะเงินในกระเป๋าก็ไม่มี แต่ก็ต้องแบกรับภาระแทนประชาชน
ในรอบนี้ก็เช่นกัน การตรึงราคาดีเซลไว้เท่าเดิม ที่ลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ตามที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศไว้นั้น จะครบกำหนดในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ซึ่งคงต้องมารอดูว่าจะทำกันอย่างไรต่อไป
แต่ที่แน่ ๆ หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นตามกลไกตลาด แน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกับปัญหาปากท้องชาวบ้านโดยทันที เพราะราคาสินค้าย่อมปรับเพิ่มขึ้นตามแน่นอน
สุดท้าย!! ก็ไปจบลงด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานเพิ่มเติมตามไปด้วย จนกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถพุ่งทะยานอย่างที่หลายฝ่ายไฝ่ฝันไว้ได้
กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าหากราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็น 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะมีผลให้เงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสสูงขึ้นเกิน 3% และอาจทำให้ราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารปรุงสำเร็จ อาหารจานเดียว ข้าวราดแกง เพิ่มขึ้น 10% และมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น 50% ของทั้งประเทศ
หากเพิ่มเป็น 100 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 2-3% และราคาอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10% โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 20% ของทั้งประเทศ
แต่ถ้าอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เงินเฟ้อสูงขึ้น 1-2% ราคาอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10% มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 10% โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้เป็นต้นไป

ขณะที่สหพันธ์ขนส่งทางบก ออกมาบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร อัตราค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นถึง 4 บาท อาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 12%
แม้ในขณะนี้ค่าขนส่งยังไม่ได้ปรับขึ้น แต่หากราคาน้ำมันยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและไม่มีมาตรการรองรับ ก็อาจนำไปสู่การปรับอัตราค่าขนส่งในอนาคต ซึ่งท้ายที่สุดภาระต้นทุนจะตกอยู่กับผู้บริโภค
เพราะอย่าลืมว่า ประเทศไทย คนไทยตาดำ ๆ ไม่ได้เพิ่งเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่ที่ผ่านมา ก็เผชิญกันมาโดยตลอด จึงทำให้ราคาข้าวแกง แกงถุง อาหารสำเร็จรูปในเวลานี้ ไม่มีต่ำกว่า 50 บาท ให้เห็น
ยามที่ราคาน้ำมันแพงจริง ก็ไม่มีปัญหา ก็ต้องยอมรับกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ถามหน่อยว่า… เคยเห็นราคาอาหาร หรือราคาสินค้า เคยปรับลดลงไปบ้างหรือไม่ ในยามที่ราคาน้ำมันปรับลดลง
เอาเป็นว่า ณ เวลานี้ ได้แต่ตั้งความหวังไว้ว่า “นายกฯ หนู” ที่แม้ในเวลานี้ ยังอยู่ในสถานะของ “รักษาการณ์” แต่ในอีกไม่เกินเดือนเม.ย.นี้ นายกฯ หนู ก็ต้องทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ จะสามารถบริหารจัดการเพื่อให้คนทั้งประเทศเดือดร้อนน้อยที่สุด
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















