วิกฤติน้ำมัน! ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและกำลังลามมาถึงประเทศไทย ณ วันนี้ ได้กลายเป็น “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ของ “รัฐบาลชุดใหม่” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
แม้ว่าระเบิดเวลาลูกนี้ ไม่สามารถควบคุมได้ ทำได้เพียงแค่…ตั้งรับ เพื่อไม่ให้แรงระเบิดส่งผลเป็นวงกว้าง จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ด้วยความที่ว่า ต้นตอหรือต้นเหตุของปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย แต่กลายเป็นความต้องการของ “ชาติมหาอำนาจ” ที่ต้องการให้ชาวโลกได้ประจักษ์แก่สายตา
จะด้วย ความบ้า! ด้วยผลประโยชน์อื่นใด ตามสไตล์ ที่ว่า…ต้องเป็นที่ 1 เหตุผลนี้ก็สุดคาดเดา แต่ที่จริงแท้แน่นอน ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของ ผลประโยชน์ จะด้วยส่วนรวมเพื่อประเทศมากกว่า หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ก็เชื่อได้ว่าอีกไม่นานคงได้เห็น
แต่กว่าจะไปถึงวันนั้น ประเทศอื่นที่โดนหางเลขไปด้วย โดยเฉพาะไทย ก็คงกระอักไม่น้อย อย่างที่เห็นความโกลาหลกันมาเกือบ 2 อาทิตย์ สารพัดสารพันดราม่าเกิดขึ้นไม่น้อย
แม้ในเขตเมือง เพิ่งเห็นผลกระทบหลังรัฐบาลประกาศชัดเจนเกี่ยวกับการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล และเบนซิน เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศชาวบ้านชาวช่อง ต้องแห่แหนกันไปเติมน้ำมันตั้งแต่ตีสองตีสาม สุดท้ายก็แห้ว!!

นี่ขนาด!! น้ำมันไม่ได้หมดไปจากประเทศ เพียงแต่การบริหารจัดการที่สร้างความผิดหวังให้กับคนไทยทั้งประเทศก็เท่านั้น แต่หากน้ำมันไม่มีเลยนี่สิ คิดไม่ออกเหมือนกันว่า จากโกลาหลจะกลายเป็นจลาจล หรือไม่?
เสียงคำครหา เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ Conflict of Interest ซึ่งไม่ต้องจี้ลงไปให้เห็นชัด ๆ ก็น่าคาดเดากันได้ ที่บรรดาฝ่ายค้านตัวตึง…ต่างก็เรียงหน้ากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์
ต่อให้ในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ที่ประเทศไทย หันกลับไปพึ่งพา พลังงานทดแทน ที่มาจากพืชเกษตร ทั้งมันสำปะหลัง อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะ ดีเซลบี 20 ที่เตรียมผลิตออกมาเพื่อป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง
พลังงานทดแทนเหล่านี้ สามารถช่วยแก้ปัญหาในหลายด้าน ทั้งการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ แถมยังช่วยกระจายรายได้ไปยังเกษตรกรชาวสวน ชาวไร่ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านั้น มีราคาเพิ่มขึ้น
การลดปัญหาของเสียเหลือทิ้ง จากการเพาะปลูกและการผลิตน้ำตาล ทั้งต้นอ้อย ใบอ้อย ชานอ้อย และอีกมากมาย โดยสิ่งเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนมาเป็น “เอทานอล” ที่เป็นพลังงานสะอาด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่าลืมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการนำปาล์มน้ำมันไปผสมเป็นไบโอดีเซล และนำ “เอทานอล” ไปผสมในน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์สารพัดสูตร
ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า ความนิยมในพลังงานทดแทนเหล่านี้ ยังไม่กว้างขวางกันมากนัก ดูจากยอดรวมการใช้น้ำมันทุกประเภทวันละ 124-154 ล้านลิตร

ในจำนวนนี้เป็นการใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผสมเอทานอล เพียง 32 ล้านลิตร ขณะที่การใช้เอทานอล เป็นส่วนผสมมีเพียงวันละ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนใหญ่ผสมอยู่ในรูปแบบ E10 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91
เช่นเดียวกับน้ำมัน B7 B10 B20 ที่นำไบโอดีเซลจากผลิตจากปาล์มน้ำมันมาผสม ที่รัฐบาลเตรียมนำมาให้บริการกับบรรดารถบรรทุก รถยนต์ทางการเกษตร ที่ขายส่งเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรม
แม้ถือเป็นเรื่องดีเพราะนอกจากช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ยังเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับและรักษาเสถียรภาพราคาของพืชผลทางการเกษตร
แต่ในความเป็นจริง แม้มีการพิสูจน์ มีการตรวจสอบจากกระทรวงพลังงานแล้วว่า สามารถใช้ได้…ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รถยนต์ทุกคันทุกรุ่น สามารถใช้ได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ หากบริหารจัดการไม่ดี ก็อาจเกิดการแย่งพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร โดยหันไปปลูกพืชพลังงานแทน หรืออาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาหาร เพราะการแย่งวัตถุดิบไปผลิตเชื้อเพลิง อาจส่งผลต่อปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและราคาสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง
ความพยายามแก้ปัญหาให้หลุดพ้นจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากปัจจัยต่างประเทศที่คุมไม่ได้แล้ว ก็อย่าลืมว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศ ก็สำคัญไม่น้อย
ทั้งหลายทั้งปวง ต้องมารอดูกันต่อไปว่า ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน จะฝ่าฟันไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ
เพราะหากแก้หน้า แต่ปัญหาอยู่ข้างหลัง จากวิกฤติน้ำมันอาจลุกลามไปสู่วิกฤติศรัทธา ก็เป็นไปได้!!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















