การที่ไทยกลับมาเป็นเจ้
แต่…เป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องหันกลับมาทบทวนเส้นทางการพัฒนาของตัวเองว่า อะไร? คือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย กลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุด ในระดับ 2.1%
หนึ่งในเวทีเสวนาภายในการประชุมระดับโลก ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่า ไทยเดินมาไกลในเรื่องเสถียรภาพโดยเฉพาะการพัฒนาระบบการเงินและการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนจากภายนอก
ขณะที่ในความจริงต้องยอมรับว่า…ความสามารถในการสร้างการเติบโตระยะยาวให้สูงขึ้นอย่างมีคุณภาพ และกระจายผลประโยชน์ไปถึงประชาชนในวงกว้าง นั้น ประเทศไทยยังขาดอยู่มาก
ดังนั้น…โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติเหมือนปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศกลับมาเติบโตได้เต็มศักยภาพ
ข้อสำคัญ ต้องเป็นการเติบโตท่ามกลางโลกที่การแข่งขันเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม ทั้งเทคโนโลยี เอไอ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การย้ายฐานการผลิต และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจไทยสามารถคว้าโอกาสจากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นเข้ามาในภูมิภาค ก่อนต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตเพื่อส่งออก เงินลงทุนจากต่างประเทศช่วยสร้างงาน ยกระดับรายได้ และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า แม้จะมีผลสำเร็จแต่ก็มีจุดอ่อนสารพัดจนกลายมาเป็นวิกฤติต้มยำกุ้ง แล้วไทยก็เรียนรู้จากวิกฤติ ปรับเปลี่ยนสารพัด จนฐานะประเทศแข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุนสำรองที่มีอยู่กว่า 9 .4 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกือบ 3 เท่า นั่นหมายความว่า…เกราะป้องกันทางการเงินแข็งแกร่งขึ้นกว่าในอดีต
แต่…ความสำเร็จในการป้องกันวิกฤติ ไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีโดยอัตโนมัติ!
ข้อมูลของแบงก์ชาติ ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยอยู่ระดับเฉลี่ยมากกว่า 7% ก่อนวิกฤติปี 2540 เหลือประมาณ 5.3% หลังวิกฤติ และยังลดลงเหลือ 3.5% หลังวิกฤติการเงินโลก และอยู่ในระดับราว 2% กว่าในช่วงหลังโควิด-19
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตในแต่ละยุค แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า เครื่องยนต์กลไกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดิม ๆ กำลังชำรุด ส่วนเครื่องยนต์ใหม่ก็ขับเคลื่อนได้ไม่เต็มที่
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงกำลังเผชิญปัญหาทั้งการรักษาเสถียรภาพ ไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงเหมือนในอดีต และต้องยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อให้เศรษฐกิจทะยานไปข้างหน้าให้ได้
ณ เวลานี้ ไทยยังเนื้อหอมกับการที่ต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุน ด้วยโลกที่แบ่งขั้ว ขณะที่ไทยก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และเชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไทยยังเนื้อหอม ต่างชาติแห่แหนเข้ามาลงทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะได้ประโยชน์แบบร้อยเปอร์เซนต์ หรือเต็มเม็ดเต็มหน่วย
อย่างที่เห็นได้ชัด ก็เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่องของเอไอ ที่แม้ว่าจะเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก แต่ก็เกิดปัญหาสารพัด หรือถ้าไทยยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี เครื่องจักร วัตถุดิบ และบุคคลากรจากต่างประเทศ เป็นหลัก
สุดท้าย!… ไทยก็ทำได้เพียงแค่รับจ้างผลิต หรือไม่ก็อยู่ในกิจกรรมที่มีมู
ดังนั้นสารพัดบทเรียนที่ผ่านมา ต่อให้รัฐบาลการันตีหนักหนาว่า “ไทยกำลังขึ้นเครื่องบิน” และยากที่จะกลับไปสู่วิกฤติอีก เพราะมีบทเรียนมามากมายแล้ว
แต่การการันตีดังกล่าว ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะรอดพ้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปได้โดยง่าย เพราะตราบใด ที่การเปลี่ยนแปลง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่เกิดขึ้น เชื่อเถอะว่า… ก็ไม่ได้แตกต่างจากอดีต
นั่นหมายความว่า…บทเรียนตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ต่อให้มีวิวัฒนาการ มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้า “ผู้นำ” ยังอยู่ในระบบเดิม ๆ ก็ยากที่จะหนีการเติบโตต่ำได้
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















