การสู้รบกันอย่างรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชา 2 รอบ จนถึงรอบ 2 ที่กินเวลาล่วงเข้า 11 วัน (ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2568) ปิดความสัมพันธ์ทุกมิติระหว่างสองประเทศ ทั้งทางการทูต การค้า และความรู้สึกร้าวลึกระหว่างคนไทยและกัมพูชาในรุ่นเผชิญเหตุนี้ บวกความรู้สึกรักชาติที่คุกรุ่นรุนแรงที่จะต่อเนื่องไปอีกนาน ซึ่งจะทำให้เกิดการแยกพฤติการณ์ของ “คนรักชาติ” กับ “คนไม่รักชาติ” ออกจากกัน โดยเฉพาะกับนักการเมืองและคนดัง
กรณีมีภาพว่อนเน็ตเห็นรถบรรทุกน้ำมันหลายคันเรียงคิวผ่านด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ไปยัง สปป.ลาวเป็นตัวอย่างได้ที่เกิดการตั้งข้อสังเกตของคนโซเชียลว่าอาจมีการส่งน้ำมันต่อจากสปป.ลาวไปยังกัมพูชาฝ่ายตรงข้ามกับไทย พร้อมทัวร์ลงยับเยินตำหนิคนส่งออกน้ำมันว่าไม่รักชาติบ้านเมือง

แรงต้านทานเดือดดาลของคนไทยในตอนนี้ไม่ได้สาดกันแค่บนโซเชียล แต่มีผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั่งไม่ติด ต้องออกมาชี้แจง รวมถึงทางสปป.ลาวก็ต้องออกมาชี้แจงเองด้วยผ่านทาง นายมะไลทอง กมมาสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ของ สปป.ลาว ที่มาเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยออกมายืนยันว่าไม่มีการส่งต่อน้ำมันไปยังกัมพูชา เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายว่าด้วยสินค้าผ่านแดนของ สปป.ลาว และพร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลการซื้อขายน้ำมัน
แม้ผู้บริหารกระทรวงพลังงานจะออกมาย้ำแล้วย้ำอีกหลายครั้ง ว่าไม่มีการส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา ภาพรถน้ำมันที่ตกค้างตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการคุมเข้มในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบริหารจัดการและประสานกับผู้ค้าน้ำมันเพื่อตรวจสอบเส้นทางการขนส่ง และน้ำมันจะต้องถูกส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่กำหนดใน สปป.ลาว เท่านั้น
ล่าสุด นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา 100% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังจากเกิดการสู้รบ ปริมาณการส่งออกน้ำมันที่ไทยส่งให้ สปป.ลาว เป็นปริมาณที่ปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมันและกรมศุลกากรอย่างชัดเจน รวม ๆ แล้วน้ำมันดีเซลที่ส่งไปสปป.ลาวประมาณ 100 ล้านลิตรต่อเดือน ส่วนเบนซิน 20 ล้านลิตรต่อเดือน ผ่านช่องเม็กประมาณ 15 ล้านลิตรต่อเดือน ในช่วงปลายปีอาจเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านลิตรต่อเดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่หมดฤดูฝน ทาง สปป.ลาวมีความต้องการใช้น้ำมันสูงกว่าช่วงหน้าฝน เพื่อใช้ประกอบธุรกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหมืองต่าง ๆ ทางตอนใต้ของสปป.ลาว

โดยกระทรวงพลังงานยังเพิ่มมาตรการควบคุมด้วยการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันทุกรายไม่ส่งออกน้ำมันไปขายให้กัมพูชา และกำชับให้พลังงานจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ติดชายแดนตรวจสอบการลักลอบส่งออกน้ำมันทั้งที่ส่งจากไทย และลักลอบการส่งผ่าน สปป.ลาว
แม้กระทรวงพลังงานจะอธิบายแล้วอธิบายเล่า แต่ความร้าวในใจคนไทยและความไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐและภาคการเมืองเกาะกินลึก ทำให้การส่งออกน้ำมันไปที่สปป.ลาวยังไม่ไหลลื่นเกิดผลกระทบกับสปป.ลาวไปด้วย
ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันก็หวั่นจะตกเป็นจำเลยสังคมต้องออกมาประกาศชี้แจงกันถ้วนหน้า ในส่วนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่มเช่นกัน ได้ชี้แจงว่า “ขอยืนยันว่ากลุ่ม ปตท. ไม่มีการส่งออกน้ำมันไปที่ประเทศกัมพูชา โดยมีนโยบายงดส่งออกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และถือปฏิบัติมาตั้งแต่เกิดสถานการณ์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการตระหนักถึงความมั่นคงของประเทศและพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ”

ผู้ประกอบการน้ำมันรายหนึ่ง บอกว่า ตั้งแต่เกิดการสู้รบเดือนกรกฎาคม 2568 ก็ไม่มีการส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา แต่ยังมีการส่งไปสปป.ลาว โดยมีการขนส่งน้ำมันไปถึงแนวชายแดนเท่านั้น จากนั้นทางสปป.ลาวก็จะมีระบบนำไปกระจายต่อไม่ได้วิ่งทะลุเข้าไปถึงเมืองชั้นในของเขา เพราะเป็นรถจดทะเบียนในประเทศไทย จากนั้นเขาจะไปขายใครเราก็ไม่รู้ แต่ก็ถือว่าโลจิสติกส์ค่อนข้างลำบากหากจะส่งจากสปป.ลาวไปกัมพูชา
“ถามว่าเราไม่ส่งน้ำมันให้กัมพูชา เขาเดือดร้อนหรือไม่ คงไม่ เพราะที่ผ่านมากัมพูชาก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย 100% ซื้อจากสิงคโปร์ด้วย เขาก็แค่ซื้อจากสิงคโปร์มากขึ้น และเวียดนามบางส่วน ซึ่งการที่กัมพูชารับน้ำมันจากสิงคโปร์ต้นทุนจะสูงขึ้นราวๆ 1 บาทต่อลิตร ก็ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคไป เพราะจากเดิมส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา 1-2 วัน แต่หากซื้อจากสิงคโปร์ก็ต้องมี 8-10 วัน ถือว่าไม่ขาดแคลนแต่ต้นทุนแพงขึ้น”
การปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีการปะทะกันโดยอาวุธหนักเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมารอบหนึ่งแล้ว ระหว่าง วันที่ 22 เมษายน –3 พฤษภาคม 2554 ในพื้นที่กลุ่มปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หลังทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนฝั่งไทยและเปิดฉากยิงก่อน มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นทหารกัมพูชา 9 นาย ทหารไทย 8 นาย คนไทยเสียชีวิต 1 ราย ทหารได้รับบาดเจ็บ 50 นาย และทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 18 นาย
บทเรียนจากการปะทะกันกับกัมพูชาในอดีต จึงมาที่บทสรุปว่าหากไม่เด็ดขาดในรอบนี้ นับวันรอได้เลยว่าต้องมีการปะทะกันอีกในรอบต่อไปแน่นอน ดังนั้นรอบนี้ตราบใดที่ยังไม่สิ้นเสียงปืนของกัมพูชา ไทยจึงหยุดตอบโต้ไม่ได้ “ดังนั้นการทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน” ตามคำกล่าวของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก จึงมีความสำคัญต่อการประเมินว่าเมื่อใดที่กัมพูชาสิ้นสภาพ
เมื่อสิ้นสภาพแล้วมิติความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะเป็นอย่างไรต่อไป ผลกระทบมีแน่นอน ผู้ประกอบการรายหนึ่ง บอกว่า เรามีการลงทุนในกัมพูชาหลายธุรกิจ คงต้องมีประเทศกลางมาเป็นเจ้าภาพปรับสภาพความสัมพันธ์ แต่คงไม่กลับมาเหมือนเดิม เพราะประชาชนสองประเทศย่อมมีอะไรคาใจกันอยู่
ส่วนผลกระทบทางการค้าเกิดขึ้นแน่ ๆ ในระยะยาว จากกระแสแบนสินค้าไทย อย่างกิจการปั๊มน้ำมันของผู้ค้าบางรายที่ตั้งใจจะไปลงทุนที่นั้นก็ต้องเปลี่ยนแผน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งจากไทยไปก็มีการแบนกันเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบของสินค้าเกษตรที่ไทยและกัมพูชามี Contract Farming
หลังจากนี้ผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายต้องวางแผนรับมือ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ ต้องหาตลาดทดแทนกัมพูชา เพราะเศรษฐกิจใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีที่ไทย กัมพูชา พม่า สปป.ลาว มาเลเซีย รวม ๆ 174.9 ล้านคน นักลงทุนล้วนมองประเทศเหล่านี้เป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะกัมพูชาที่ก่อนหน้านี้มี จีดีพีเติบโตมาโดยตลอดเป็นทั้งฐานการผลิตสินค้าหลายประเภท และตลาดที่นักลงทุนไทยหมายมั่นปั้นมือ
ทางแก้ไขก็คงต้องกระตุ้นการค้าผ่านแดนทางช่องทางอื่นทดแทนอย่างจีน สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นต้น ส่วนสปป.ลาวเป็นตลาดเล็กเกินไปที่จะมาทดแทนได้จากประชากรราว 7 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่กัมพูชามีประชากร 17 ล้านคน พม่า 51 ล้านคน มาเลเซีย 34 ล้านคน ไทย 65.9 ล้านคน
นอกจากหาตลาดอื่นมาทดแทนแล้ว ผู้ประกอบการรายนี้ ย้ำว่า ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศด้วย เพื่อให้จีดีพีไทยผงกหัวขึ้นจากที่เติบโตต่ำมาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด ไตรมาส 2 ของปีนี้ไทยขยายตัวเพียง 2.8% ชะลอตัวลงจาก 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า เปรียบเทียบเวียดนามจีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้ 7.96%
ดังนั้นการเลือกตั้งรอบใหม่นี้ ใครจะมาเป็นรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรี คงผ่านการพิจารณาไตร่ตรองจากประชาชนกันพอสมควร เพื่อให้ได้คนมือถึงมาดันจีดีพี…ใครฝีมือไม่ถึงถอยไป แต่อย่าลืมความสงบในประเทศเป็นพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาชายแดนยังไงก็ต้องมีทีมคนเก่งและดีมาโฟกัสตลอดไป เพราะไม่มีใครรู้ว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพ และไม่เป็นภัยคุกคามไทยได้ถาวรจริง ๆ หรือไม่
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)





















