หน้าแรกCOLUMNISTSไทยต้องโปร่งใส-ป้องกัน“การฟอกเขียว” ด้วย“กฎหมายลดโลกร้อน”คาดใช้ปี 70

ไทยต้องโปร่งใส-ป้องกัน“การฟอกเขียว” ด้วย“กฎหมายลดโลกร้อน”คาดใช้ปี 70

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ประเทศไทยต้องอยู่ได้ และมีศักยภาพในการค้าขายในเวทีโลก เมื่อนานาประเทศกำลังขับเคลื่อนด้วย “เศรษฐกิจสีเขียว” อย่างเข้มข้นแบบนี้ เราก็ต้องเติบโตต่อไปให้ได้ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไป

เป็นที่มาของการประกาศนโยบายเมื่อปี 2568 ให้ประเทศไทยเดินสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 หรือ 2593 เร็วกว่าเป้าหมายเดิม 15 ปี แม้จะต้องไปที่เป้าหมายนี้ แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อย เพราะสถานประกอบการต้องปรับตัวให้ทัน

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน อยู่ที่การมี “กฎหมาย” มารองรับกลไกภาคบังคับและกลไกส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ

ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมา-จะไป “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” จะยังถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ผ่าน ครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570

ตอนนี้ภาคเอกชนกำลังตามติดกลไกที่จะมากับกฎหมายฉบับนี้ สำหรับ “แก่นของร่างกฎหมาย” อยู่ที่ การนำกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้เพื่อให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตและการค้ารูปแบบใหม่รองรับการแข่งขันในตลาดโลกที่ใช้ความเป็นสีเขียวมาเป็นแรงกดดันทางการค้า ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ไทยประเทศเดียว 70-80 ประเทศต่างกำลังศึกษากลไก Carbon Pricing

สำหรับ “กฎหมายลดโลกร้อน” ของไทย มีเครื่องมือที่จะถูกนำมาใช้ ประกอบด้วย ระบบซื้อ-ขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme : ETS) ภาษีคาร์บอนในประเทศ มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ในประเทศ ให้เทียบเคียงมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU) และระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซและดูดซับคาร์บอน

แล้วก็มี “กองทุนภูมิอากาศ” เป็นกองทุนหมุนเวียน ช่วยผู้ประกอบการปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่าน กองทุนนี้ไม่ได้ให้ทุนเฉพาะรายใหญ่ แต่ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมด้วยให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำ จนสามารถแข่งขันได้ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการพลังงานสะอาด ระบบเตือนภัยน้ำท่วม–ภัยพิบัติ เกษตรยั่งยืน การผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้ผ่านเกณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดส่งออก รวมถึงเป็นกองทุนฯ ที่สามารถให้ทุนกับประชาชน เอ็นจีโอ และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อทำงานกับประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

แหล่งเงินหลัก ๆ ของกองทุนฯ จะมาจาก ETS แต่กองทุนฯ ก็อาจไปจับคู่กับธนาคารพาณิชย์ และเงินทุนจากต่างประเทศได้ ซึ่งมีทั้งเงินให้เปล่า หรือดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ภาระจากการลงทุนของผู้ประกอบการลดลง ทำให้โปรเจกต์ลดคาร์บอนที่ว่ายากลดความเสี่ยงลงได้

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

ETS จะเก็บอย่างไรและเท่าไหร่ เป็นภาระต้นทุนแค่ไหน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ย้ำความจำเป็นต้องมีกลไก Carbon Pricing ว่า “ถ้าเราไม่มี ETS เราจะไปเจอกับ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU) แน่นอน ซึ่งจะคิดค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยมลพิษเกินข้อกำหนด ราคาจะอ้างอิงจากราคาคาร์บอนที่มีการซื้อขายระบบ EU ETS ซึ่งจะเข้าสู่ระยะบังคับใช้ในปีนี้แล้ว มีสินค้าที่ได้รับผลกระทบภายใต้มาตรการ CBAM 6 ประเภท ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน”

เมื่อตลาดหลักอย่าง EU บังคับ ไทยซึ่งเป็นทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าก็ต้องเร่งวางแนวทาง “ดร.พิรุณ” บอกว่า ตอนนี้ได้กำหนดสถานประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงด้วยกัน 4,000 ราย แต่จะคัดรายใหญ่เหลือ 300-400 รายที่ต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ และเมื่อเราได้ข้อมูลมากพอแล้ว กลไกต่อไปก็คือ การกำหนดการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบตัวเลขการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

อาทิ เรามีอุตสาหกรรมซีเมนต์อยู่ 6-7 ราย ซึ่งแต่ละรายมีหลายโรงงาน จะมาดูว่าแต่ละรายปล่อยเท่าไหร่ และหาค่ากลาง คำนวณสิทธิออกมาปล่อยได้กี่ตันต่อราย ซึ่งก็จะมีคนที่ทำได้ดี และต่ำกว่า หากปล่อยคาร์บอนสูงกว่าก็ต้องไปซื้อสิทธิจากอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งกำลังวางแนวทางว่า จะให้ซื้อสิทธิได้เฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือข้ามอุตสาหกรรมได้ หรือสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ แต่ทั้งหมดจะให้ทำในสัดส่วนจำกัด คือ ไม่เกิน 10-15% เพื่อความโปร่งใส และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า จะไม่ไปเป็น การฟอกเขียว”

“ดร.พิรุณ” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น โรงงานหนึ่งได้รับการจัดสรรให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 100 ตัน แต่ปล่อยจริง 130 ตันเกินโควตาไป 30 ตัน ก็จะทำได้ด้วยการไปซื้อสิทธิจากเจ้าอื่น หรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย แต่จะทำได้ไม่เกิน 10-15% ก็เท่ากับ 10-15 ล้านตันต่อปีที่จะมีการซื้อขายกัน โดยหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อกำหนดกลไกการซื้อขายสิทธิล่วงหน้าผ่านตลาดหลักทรัพย์

กลไกที่ว่าทั้งหมดนี้ ต้องรอ “กฎหมายลดโลกร้อน” มีผลบังคับใช้ก่อน คาดว่าจะเป็นปี 2570 และปีนั้นน่าจะตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ” ด้วยเงินประเดิมก่อน 250 ล้านบาท และจะมีการเก็บ ETS จริงในปี 2574 โดยเงินจะทยอยไหลเข้ากองทุนฯจาก 4,000 ล้านบาทจนถึงหมื่นล้านบาท เพื่อเป็นทุนให้สถานประกอบการนำไปลงทุนทำโครงการลดการปล่อยคาร์บอน

แต่บางโปรเจกต์ใช้เงินสูงมาก เช่น โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอกออกไปชั้นบรรยากาศของโรงงานปิโตรเคมีและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด อาจต้องมีเงินทุนจากต่างประเทศมาสนับสนุนด้วย

ไม่ว่าจะยากหรือลงทุนสูง ก็ต้องทำ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ EU เท่านั้น ตลาดอื่น ๆ ก็จะใช้มาตรการ CBAM เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน ออสเตรเลีย แคนาดา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกของไทยทั้งนั้น

ดังนั้นหาก “สถานประกอบการ” ไม่ปรับตัวเพื่อลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต แล้วส่งออกสินค้าไป จะถูกชาร์จด้วยกลไกต่าง ๆ แน่นอน และเงินเราจะไปอยู่ที่ประเทศนั้น สู้ “ไทย” มีกลไกของเรา เก็บ ETS และใส่เข้ากองทุนภูมิอากาศ เป็นทุนดอกเบี้ยต่ำให้อุตสาหกรรมของไทย ทั้งใหญ่และเล็ก นำไปลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้สินค้าของไทยสามารถส่งออกไปตลาดทั่วโลกได้ โดยไม่ติดขัดไม่ดีกว่าหรือ???

ขณะเดียวกันไทยเองก็ต้องมีมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของเราด้วย สำหรับเก็บจากสินค้าที่มาจากประเทศอื่นที่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด เพื่อป้องกันการดัมพ์ราคาจนมากระทบกับผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนปรับลดการปล่อยคาร์บอน

ทางด้าน “ภาษีคาร์บอน” จะเป็นการปรับโครงสร้างของพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ที่มีการคำนวณราคาคาร์บอนไว้เป็นส่วนหนึ่งในอัตราภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน กลไกนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นกลไกที่เก็บเงินเข้าคลังเป็นรายได้ของประเทศ

ทั้ง ETS CBAM และภาษีคาร์บอนต้องเชื่อมโยงกัน เราจะเก็บ ETS เท่า ๆ กับที่ประเทศอื่นเก็บ ซึ่งต้องอิงกับ CBAM และใช้พร้อม ๆ กัน ในส่วนของ EU CBAM จะคิดค่าธรรมเนียมโดยอ้างอิงจากราคาคาร์บอนที่มีการซื้อขายระบบ EU ETS ที่อยู่ที่ 65-85 ยูโรต่อตันคาร์บอน และกลไกของ ETS กับภาษีคาร์บอนจะไม่ทับซ้อนกัน หมายถึง เมื่อโรงงานหนึ่งถูกเก็บภาษีคาร์บอนแล้วก็จะมาหักลบกับ ETS เช่น โรงงานหนึ่งใช้น้ำมันในการขนส่ง น้ำมันถูกเก็บภาษีคาร์บอนไปแล้วจะนำไปหักออกจาก ETS

ภาคพลังงานที่มีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนสูง ขณะเดียวกันก็มีหลายมาตรการที่มาลดการปล่อยคาร์บอนได้ “ดร.พิรุณ” บอกว่า “ในส่วนของไฟฟ้ากำลังศึกษาในรายละเอียดโดยธนาคารโลก เยอรมัน และอีกหลายสถาบันว่าแต่ละโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ทั้งของรัฐและเอกชน และโรงเก่าและใหม่ ซึ่งใน 300-400 โรงงานหากดึงโรงไฟฟ้ามาเข้ากลไก Carbon Pricing ด้วยก็จะครอบคลุมเกือบ 100%”

แต่ในภาพรวมแล้ว “ธุรกิจไฟฟ้า” กำลังเดินหน้าในรูปแบบ “พลังงานทดแทน” มากขึ้นแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าฟอสซิลอย่างถ่านหิน ก็ต้องลดบทบาทลง ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่มีการให้ใบอนุญาตผลิตใหม่ ทำได้อย่างมากจะเป็นการยืดอายุโรงเดิมออกไป เพื่อช่วยต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ถูกลงในช่วงหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งในรายละเอียด กระทรวงพลังงานกำลังทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงฯ ได้ให้ตัวเลขเป้าหมายไปแล้วที่ต้องลดการปล่อยลง 184.822 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ในปี 2573 ให้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่จะเข้าระบบต้องสอดคล้องกับแผน Net Zero 2050 หรือปี 2593 ซี่งภาพเบื้องต้นปีนั้นเราจะต้องมีพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบ 78-80% มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ผลิตไฟฟ้า เช่น นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR ) หรือขนาดจิ๋ว (MMR) ไฮโดรเจน การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ และ โครงการ CCS

ส่วนของ CCS ที่ภาคพลังงานกำลังเร่งผลักดันนั้น “ดร.พิรุณ” ที่เห็นความเคลื่อนไหวของประเทศต่าง ๆ เห็นสอดคล้องกันว่า CCS ไม่มีไม่ได้ ประเทศจะไปไม่ถึงเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยปัจจุบันได้บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งสอดคล้องตามการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC) แล้ว ทั้งในส่วนของ CCS ขนาด 1 ล้านตันที่แหล่งอาทิตย์ พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” และ โครงการ Eastern Thailand  CCS Hub ในอ่าวไทยตอนบน ซึ่ง ปตท.และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังขับเคลื่อนด้วยกัน เป็นโครงการที่จะมาช่วยดูดซับคาร์บอนจากโรงงานอุตสาหกรรมมาเก็บไว้ในชั้นหิน ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอน และยกร่างกฎหมายรองรับ

ตามแผน NDC นั้นเราคาดหวังจากโครงการ CCS HUB จะมาช่วยดูดซับคาร์บอนตั้งแต่ปี 2579-2593 ปริมาณ 60 ล้านตันคาร์บอนต่อปี คิดเป็นการดูดซับคาร์บอนได้ 400 ล้านตัน หลายคนอาจจะมองว่า CCS ต้นทุนสูงเกินไปอาจเกิดได้ยาก แต่ดร.พิรุณ มองว่า ในส่วนของแหล่งอาทิตย์ ต้นทุนอาจจะอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอน แต่ CCS HUB อาจไปถึง 150-200 ดอลลาร์ต่อตัน แต่หากเทียบกับ CBAM ที่จะ EU จะเพิ่มอัตราจัดเก็บไปเรื่อย ๆ แล้ว การทำ CCS HUB ย่อมคุ้มค่ากว่า และตามแผนเราต้องการลดการปล่อยคาร์บอนจาก CCS HUB 400 ล้านตันหากโครงการจัดเก็บได้มากกว่านั้น ส่วนที่เหลือก็สามารถทำโมเดลเชิงธุรกิจได้ ทางด้าน SMR ตามแผนคาดหวังที่จะเข้าระบบก่อนปี 2580 ต่อเนื่องราว ๆ 400-600 เมกะวัตต์

“ดร.พิรุณ” ย้ำว่า หากไทยไม่ทำอะไรเลยเราจะปล่อยคาร์บอนไปถึง 555 ล้านตันคาร์บอนในปี 2580 แต่ที่ผ่านมาก็ได้มีการทำโครงการต่าง ๆ จนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนเหลือ 384 ล้านตันต่อปีในปัจจุบัน NDC ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของไทย ได้วาง กรอบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2574-2578) ให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นการลดลง 47% จากระดับปีฐาน 2562 ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงฯ ทำคนเดียวไม่สำเร็จแน่นอน ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน และทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและส่งสัญญาณไปยังทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเอกชนที่ต้องเร่งปรับตัว

“กฎหมายลดโลกร้อน นับเป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ของโลกธุรกิจ ​ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกต่างกำลังเร่งกฎหมายมารองรับเศรษฐกิจสีเขียว หากไทยยังไม่มี จะเสียเปรียบในการแข่งขันทันที และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าไม่ได้ กลไกตามกฎหมายลดโลกร้อนจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างตลาดคาร์บอนที่มีคุณภาพสูงในประเทศไทย อาจทำให้ยกระดับเป็น Hub ในอาเชียน ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามา จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่เดินหน้าต่อในเรื่องนี้” ดร.พิรุณ กล่าวย้ำ

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img