ละครโหมมีพระเอก-ผู้ร้ายลดแรงกระแทก ปรับวิธีคิดค่าการกลั่นใหม่-ไม่ได้รื้อใหญ่!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

การหาช่องทาง ลดราคาน้ำมัน เพื่อลดแรงกระแทกจากความไม่พอใจของประชาชน ในการบริหารงานของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาล

เมื่อลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ติดลบอ่วม 57,762 ล้านบาท ณ วันที่ 8 เม.ย.69 จะขอกรอบกู้เงินแสนล้านบาท ครม.ก็ยังประชุมไม่ได้ ภายใต้ความตึงเครียดจาก ราคาน้ำมันที่ยังพุ่งเอาพุ่งเอา การลดค่าการกลั่นเป็นช่องทางเดียวที่จะลดราคาหน้าปั๊มลงได้ในเวลานี้ เพื่อให้รัฐบาลก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้สักหน่อย แล้วไปรอลุ้นราคาน้ำมันลง (ซึ่งก็คงไม่ลงไปต่ำร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรลเหมือนเดิมอีกแล้ว)

เป็นที่มาของการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มปรับลดไปทันที 2.14 บาทต่อลิตร มีผลในวันที่ 9 เม.ย.69 ก็เลยเห็นว่า การปรับลดค่าการกลั่นครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการรื้อใหญ่แต่อย่างใด เพียงเปลี่ยนวิธีคิดราคา ณ โรงกลั่นแบบใหม่ จากเดิมอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ที่เรียกว่า Import Parity มาเป็น “Singapore Minus” หรือ การนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลด (Discount) ทำให้ราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น ลดไป 2 บาทต่อลิตร ชงเข้าหน้าตัก โหมโรงให้ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงานคนใหม่ ไปก่อน เป็นการหาช่องทางแบบวิน ๆ ยังอ้างอิงสิงคโปร์ แต่มีส่วนลด

ก็พอจะบอกให้ประชาชนที่เรียกร้องให้ลดค่าการกลั่น และเลิกอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ได้แบบเบา ๆ เพราะความจริงแล้ว การเรียกร้องนั้นต้องการให้ “รื้อโครงสร้างใหญ่” ไปคิดค่าการกลั่น โดยนำต้นทุนจริงของโรงกลั่นมาดู ซึ่งมาเขย่าแรงในยุคของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตรมว.พลังงาน แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย เพราะต้องยอมรับว่า “การจะมารื้อสูตรราคาพลังงาน” ใด ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน และการช่วยผลักดันโดย “ฝ่ายประจำ”

Aerial view oil and gas tank with oil refinery background at night, Glitter lighting of petrochemical plant with night, Manufacturing of petroleum, Products tank in petrochemical plant.

ก็ต้องถือว่า“เอกนัฏ” มาได้จังหวะ ที่การ “ลดค่าการกลั่น” ถูกกระพือกันมาใหญ่แล้ว “ไม่ลดไม่ได้” กอปรกับสถานการณ์ตึงเครียดจากราคาน้ำมันพุ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก ก็ถือว่า การลดค่าการกลั่นได้ครั้งนี้เป็นการประเดิมงานสวย ๆ ในฐานะ “รมว.พลังงาน”

แล้วมาถึงตอนนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลงนิดหน่อยด้วย หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศชะลอการโจมตีอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงไป 16% เหลือ 94.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราคาน้ำมันดิบตลาดซื้อขายล่วงหน้า วันที่ 8 เม.ย.69) ส่วนน้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ 223.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงไป 3.9% จาก 293 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 2 เม.ย.69 ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ผ่อนคลายลงไปบ้าง โดยสามารถปรับลดเงินชดเชยดีเซล 3.54 บาทต่อลิตร จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เหลือรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท ณ วันที่ 8 เม.ย.69

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่นครั้งนี้ อย่างที่บอกเป็นการปรับแบบเบา ๆ พอให้ความตึงเครียดผ่านไป แบบวิน ๆ ไม่ทำให้ “โรงกลั่น” ช้ำเกินไปด้วย จึงไม่ได้ไปรื้อสูตรใด ๆ การคิดราคา ณ โรงกลั่น ยังคงอ้างอิงราคาสิงคโปร์เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นสิงคโปร์บวก-ลบเท่านั้น

เหตุผลที่ใช้ในการอธิบายก็คือ ใน คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เห็นพ้องว่าการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ หรือ Import Parity เหมาะสมแล้ว หากเทียบกับสูตรแบบ Cost Plus หรือคิดต้นทุนและบวกกำไรคงที่ เพราะแบบ Cost Plus ไม่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง โรงกลั่นก็จะได้กำไรเท่าเดิม ซึ่งจะไม่จูงใจให้โรงกลั่นปรับปรุงประสิทธิภาพให้แข่งขันราคาได้กับโรงกลั่นอื่น ๆ ในภูมิภาค

มาดูเบื้องหลังที่มาของ “ราคาสิงคโปร์หักส่วนลด ที่ทำให้ค่าการกลั่นลดลง 2 บาท” กัน ก็เป็นการนำตัวเลขค่าการกลั่นเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีมาดู ซึ่งพบว่า อยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลาง รัฐอนุญาตให้โรงกลั่นบวกค่าพรีเมี่ยม ที่เรียกว่า War Premium เป็นครั้งแรก เนื่องจากต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูงขึ้นมาก ดังนั้นหากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ War Premium จะถูกถอดออก ซึ่งตัวเลขการรายงานของทั้ง 6 โรงกลั่น War Premium อยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร ค่าการกลั่นในภาวะวิกฤติของโรงกลั่นจึงอยู่ที่ 2+3=5 บาทต่อลิตร

แต่จากตัวเลขในเดือนมี.ค.69 พบว่า ค่าการกลั่นกระโดดสูงขึ้นไปเป็น 7 บาทต่อลิตร เป็นที่มาให้มีการจัดเก็บคืน 2 บาท นำไปลดราคา ณ โรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคา ณ โรงกลั่นในช่วงวิกฤตินี้ จะใช้การ โรลลิ่ง (Rolling) หรือ หมุนไปตามสถานการณ์ มีขี้นมีลง ไม่ตายตัว โดยจะนำตัวเลขต้นทุนของโรงกลั่นมาดูเป็นระยะ ซึ่ง “กรมธุรกิจพลังงาน” จะเรียกข้อมูลจากโรงกลั่นรายสัปดาห์ จากปกติให้โรงกลั่นรายงานเป็นรายเดือน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันรายงานต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบ ภายในเวลา 12.00 น.ของทุกวันศุกร์ โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย คือ 

1) ราคาต้นทุนน้ำมันดิบและต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อและนำน้ำมันดิบเข้ามาในราชอาณาจักร ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าตอบแทนนายหน้า ค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนและโอนเงิน ค่าภาษี อากร หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด

2) ค่าใช้จ่ายของน้ำมันดิบส่วนเพิ่ม ได้แก่ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงและราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายจริง ,ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ,ค่าประกันภัย

3) ต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตในโรงกลั่น ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าสารเคมี ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ค่าเสื่อมจากเงินลงทุนต่าง ๆ ดอกเบี้ยและภาษี และอื่น ๆ

จังหวะในการโรลลิ่งค่าการกลั่นจะทำเดือนละครั้ง เมื่อโรงกลั่นน้ำมันรายงานตัวเลข ต่อกรมธุรกิจน้ำมันทุกสัปดาห์ ก็จะมีตัวเลขต้นทุนที่อัปเดต ในสัปดาห์ถัดไปจะมีการนำตัวเลขต้นทุนมาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และสัปดาห์ที่ 3 ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อปรับอัตราการชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ และก็จะนำไปสู่การประกาศลดราคาหน้าปั๊มต่อไป ดังนั้นค่าการกลั่นจะถูกปรับเดือนละครั้งไปเรี่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แล้วก็ไม่ใช่แค่ “ราคาสิงคโปร์หักส่วนลด” มี “ราคาสิงคโปร์บวกเพิ่ม” ด้วย ในภาวะที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทบค่าการกลั่นต่ำกว่าเพดานขั้นต่ำ 2 บาทต่อลิตร จะมีการบวกเพิ่มให้โรงกลั่นเช่นกัน ดังนั้นว่าไปแล้วการปรับวิธีคิดค่าการกลั่นแบบใหม่ ก็คำนึงถึงผลกระทบของโรงกลั่นไม่น้อย โรงกลั่นควรใช้โอกาสนี้ให้การลดค่าการกลั่นเป็นโครงการรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR มากกว่าภาพการไล่บี้โรงกลั่นของรัฐบาล ทั้ง 3 โรงกลั่นในเครือปตท.ก็เข้ามาร่วมมืออย่างดี อีก 3 โรงกลั่นทราบว่า “ไม่เป็นเช่นนั้น”  

แนวทางการบริจาคเงินจากโรงกลั่นเพื่อนำไปลดราคาน้ำมันเหมือนปี 65 ก็มีข้อเสนอเข้ามาเป็นทางเลือกเหมือนกัน แต่ในที่ประชุมคตร.ไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะไม่ได้บริจาคอย่างเท่าเทียมในทุกโรงกลั่น และการบริจาคไม่ถึงใจประชาชนที่อยากให้รัฐมาดูค่าการกลั่นให้เหมาะสม

“เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน” บอกในแง่มุมนี้ว่า “ประเทศไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารับเงินบริจาคจากเอกชน เป็นเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบ จริง ๆ ไม่ได้ติดใจรูปแบบ อย่าพูดเป็นเงินบริจาคดีกว่า พูดแล้วก็ของขึ้นทันที หากใช้วิธีบริจาคแล้วสมมุติว่า 6 โรงกลั่นช่วย 3 โรง อีก 3 โรงล่ะ แปลว่าเราต้องเอาเงินของคนที่เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีช่วยยามวิกฤติ 3 โรง มารับผิดชอบภาระของอีก 3 โรงที่ไม่สนใจใยดี จึงคิดว่าเป็นมาตรการนี้เป็นธรรม และเราเปิดประตูตลอด หากลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหาก็มาคุยกับปลัดกระทรวงพลังงาน”

จากที่ “เอกนัฏ” พูด คงพอบอกได้ว่า มี 3 โรงกลั่นที่พร้อมร่วมมือ และมี 3 โรงกลั่นที่อิดออดลดค่าการกลั่น หลังจากนี้ “รมว.พลังงาน” คงพบปะกับโรงกลั่นอีกพักใหญ่ แล้วยังหางานให้ “ทีมสุดซอย” มาทำเรื่อง “การกักตุนน้ำมัน” ตามถนัด เมื่อพล็อตเรื่องพร้อม มี “พระเอก” และ “ผู้ร้าย” แล้ว ละครเบิกโรงได้ ดังนั้นต้องดูกันต่อไปว่า ระหว่างเรื่องจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่กระทรวงพลังงานยังต้องการตามแก้ความเข้าใจต่อไป นั่นก็คือ ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin : GRM) ที่ปรากฏในตารางโครงสร้างราคาน้ำมันรายวัน ที่ประกาศโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่เรียกว่า “ตารางส้ม” นั้น ไม่ใช่กำไรสุทธิที่เข้ากระเป๋าโรงกลั่น

แต่เป็นการแสดง “ส่วนต่าง” ระหว่าง “มูลค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมัน” กับ “ต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบอ้างอิง” เป็นการสะท้อนส่วนต่างของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะยังไม่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงกลั่น เช่น ค่าขนส่ง และค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรง ดอกเบี้ย และภาษี ซึ่งในสถานการณ์วิกฤติ ราคาดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินกว่าปกติ และเพิ่มขึ้นสูงกว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบมาก ทำให้เกิดส่วนต่างสิบกว่าบาทต่อลิตรปรากฏใน “ตารางส้ม” ติดต่อกัน และถูกนำไปอ้างอิงเกิดกระแสเรียกร้องให้ลดค่าการกลั่นเต็มฟีดโซเชียล

เมื่อ GRM ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งปวง ดังนั้นตัวเลข GRM จึงไม่ใช่ตัวเลขเพียว ๆ ที่จะถูกนำมาคิดส่วนลดค่าการกลั่น แต่เมื่อดูแล้ว ประชาชนอาจจะไม่รับข้อมูลตรงนี้ “สนพ.” จึงจะปรับตัวเลขใน “ตารางส้ม” ใหม่ นำตัวเลขต้นทุนต่าง ๆ ที่โรงกลั่นรายงาน “กรมธุรกิจพลังงาน” รายสัปดาห์ มาปรับให้สะท้อนต้นทุนค่าเฉลี่ยของโรงกลั่นจริง ๆ เพื่อให้ประชาชนรับทราบต่อไป

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)   

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img