“……กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน…”
@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 21 ก.พ.69 สถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ดูเหมือนว่าจะไม่จบง่าย ๆ และรัฐบาลใหม่ยังรอการจับมือจัดตั้งรัฐบาลใหม่กันยังไม่ลงตัว ฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ได้หยุดนิ่งเดินหน้าสร้างข่าวเท็จให้ชาวโลกได้เห็น งานนี้คงต้องใช้ความจริงสู้กันบนเวทีโลก

@@@……กองทัพบก…โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทยและข้อตกลงหยุดยิง ในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันไว้ เมื่อ 27 ธ.ค. 68 ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ดังนี้ ประเด็นแรกกรณีที่ นายฮุน มาเนต ระบุว่า “กองทัพไทยกำลังยึดครองดินแดนกัมพูชาอยู่ พร้อมทั้งได้ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม ส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นราว 80,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้”
@@@……โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่าง ๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไป ยังพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชา ดังนั้นกลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น ดังที่นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ประชาชนชาวไทยเสียประโยชน์ในการเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว
@@@……ประเด็นต่อมาที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวอ้างถึงการยึดครองดินแดนของไทย รวมถึงการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ควบคุมอยู่นั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ทั้งสองฝ่ายคงวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันหลังการสู้รบ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม
ซึ่งข้อเท็จจริงคือทุกพื้นที่เหล่านั้น กองทัพไทยจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งการถูกโจมตี การถูกคุกคามต่อชีวิตของทหารและประชาชนคนไทย จึงถือเป็นสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศใด สุดท้ายเมื่อมีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น การคงกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว จึงชอบธรรมตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่กัมพูชาก็ทราบและเข้าใจดี ส่วนการวางตู้คอนเทนเนอร์ และลวดหนาม เพื่อใช้เป็นเครื่องกีดขวางสำหรับในบางพื้นที่นั้น เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชั่วคราว ในการรักษาความปลอดภัยให้กับพื้นที่ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้า และการกระทบกระทั่งกันได้ ทั้งในส่วนทหารและประชาชน เพราะที่ผ่านมา ในพื้นที่บริเวณนั้น กัมพูชามักจะใช้ประชาชนให้มาออกหน้า แสดงการยั่วยุ ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวต่อฝ่ายไทย
@@@……ประเด็นสุดท้าย สำหรับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการชายแดนกัมพูชา-ไทย (JBC) เริ่มดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนนั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ฝ่ายไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีจุดยืนชัดเจน ที่พร้อมดำเนินการและยินดีที่จะใช้กลไกทวิภาคีทุกระดับมาแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและเสริมสร้างความร่วมมือในพื้นที่ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม ซึ่งประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งการลดระดับความตึงเครียดด้านทางทหาร ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนจากทุ่นระเบิด รวมถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยที่อยู่ในระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่” กองทัพบกขอยืนยันในความพร้อมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันโดยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์ เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมขอให้ฝ่ายกัมพูชาทบทวนข้อกำหนดในถ้อยแถลงร่วมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันจะนำไปสู่ทิศทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและส่งเสริมความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน

@@@……กองทัพบกจัดการสาธิตการแข่งขันอากาศยานไร้คนขับในภารกิจทางยุทธวิธี เตรียมบรรจุเข้าการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ประจำปี 2570 โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดการสาธิตการแข่งขันการใช้อากาศยานไร้คนขับในภารกิจทางยุทธวิธี ซึ่งกองทัพบกเตรียมที่จะบรรจุเข้าในการแข่งขันปี 2570 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมบุคลากรของกองทัพบกให้มีทักษะ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการใช้โดรนทางยุทธวิธี อันถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่สำคัญในการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบัน โดย พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมรับชมการสาธิต ร่วมกับ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และพล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะ

@@@……สำหรับกติกาและรูปแบบการแข่งขันในการสาธิตดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกในการพัฒนาขีดความสามารถการใช้อากาศยานไร้คนขับให้เกิดทักษะ ความชำนาญ กับผู้ฎิบัติภารกิจและนักเรียนนายร้อย จปร. ผ่านการฝึกฝนในรูปแบบของการแข่งขันกีฬา ชึ่งในปีนี้เป็นผลจากความร่วมมือของกรมการทหารสื่อสาร ร่วมกับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้ออกแบบการแข่งขันให้มีสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการปฏิบัติงานจริง โดยในการจัดทีมแข่งขัน แต่ละทีมจะประกอบด้วยสมาชิก 3 ส่วน ได้แก่ นักบินหลัก, ช่างซ่อมบำรุงหรือผู้ช่วยนักบิน และผู้ควบคุมทีม

@@@……การประชุมฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการระดับสูง (Joint Secretariat High Level Committee Meeting) ไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11 โดย พล.ท. จักรพงษ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้ากรมยุทธการทหาร และ พล.ท. บ็อบบี้ รินาล มาคมุน (LT.GEN. BOBBY RINAL MAKMUN) ผู้แทนกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นประธานร่วมในการประชุมฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการระดับสูง (Joint Secretariat High Level Committee Meeting) ไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายไทย ประกอบด้วย เจ้ากรมยุทธการทหาร ผู้บังคับบัญชาจากกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้แทนส่วนราชการที่เป็นคณะกรรมการ HLC ไทย–อินโดนีเซีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม (ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม) ผู้แทนกองทัพบก (รองเสนาธิการทหารบก) ผู้แทนกองทัพเรือ (ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารเรือ) ผู้แทนกองทัพอากาศ (รองเสนาธิการทหารอากาศ) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ

@@@……การประชุม HLC ไทย–อินโดนีเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพอินโดนีเซียในด้านสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการข่าว ด้านการศึกษาและฝึกอบรม ด้านยุทธการและการฝึก และด้านการส่งกำลังบำรุง รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในระดับเหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ การประชุมกองเลขานุการร่วมฯ (JSM THAINESIA HLC) ไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11 ได้ทบทวนผลการประชุม HLC ไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2562 และรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการร่วมและคณะทำงาน ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการร่วม จำนวน 4 คณะ ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการร่วมด้านการข่าว (Joint Intelligence Sub-Committee: JISC) 2. คณะอนุกรรมการร่วมด้านการศึกษาและฝึกอบรม (Joint Education and Training Sub-Committee: JETSC) 3. คณะอนุกรรมการร่วมด้านยุทธการและการฝึก (Joint Operations and Exercise Sub-Committee: JOESC) และ 4. คณะอนุกรรมการร่วมด้านการส่งกำลังบำรุง (Joint Logistics Sub-Committee: JLSC) รวมทั้งคณะทำงานร่วม 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานร่วมทางบก (Army Joint Working Group) คณะทำงานร่วมทางทะเล (Navy Joint Working Group) และคณะทำงานร่วมทางอากาศ (Air Force Joint Working Group)
@@@……นอกจากนี้ ประธานร่วม JSM THAINESIA HLC ไทย–อินโดนีเซีย ได้มอบหมายงานให้กับคณะอนุกรรมการร่วมฯ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน จำนวน 4 งานสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการข่าว เสริมสร้างและบูรณาการความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างกัน โดยเพิ่มกิจกรรมการแลกเปลี่ยนข่าวกรองของเหล่าทัพให้มากยิ่งขึ้น 2. ด้านการศึกษาและฝึกอบรม เสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีด้านการศึกษาและฝึกอบรม โดยเฉพาะด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคและความร่วมมือด้านไซเบอร์ 3. ด้านยุทธการและการฝึก ดำรงไว้ซึ่งความร่วมมือด้านยุทธการและการฝึกที่มีอยู่ พร้อมพิจารณาแนวทางริเริ่มจัดการฝึกช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) แบบทวิภาคี 4. ด้านการส่งกำลังบำรุง ประสานงานและดำเนินความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถจัดการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมด้านการส่งกำลังบำรุง ครั้งที่ 1

@@@……โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินการปรับแก้ร่างขอบเขตข้อกำหนดว่าด้วยคณะกรรมการระดับสูงไทย–อินโดนีเซีย ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (THAINESIA HLC TOR) โดยมีสาระสำคัญคือ การปรับปรุงรายชื่อคณะอนุกรรมการร่วมด้านต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม และการเพิ่มคณะอนุกรรมการร่วมด้านการส่งกำลังบำรุง (JLSC) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ สาธารณรัฐอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 12

@@@……เยี่ยมการฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร….พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหาร ณ ค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหาร เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี และติดตามการปฏิบัติภารกิจของหน่วยตามแนวชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี พล.ท.วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ให้การต้อนรับ โดย ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะได้ตรวจเยี่ยมสถานีการฝึกต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย สถานีทดสอบกำลังใจ การจัดที่พักแรมและการประกอบเลี้ยง การฝึกแผนที่และเข็มทิศ การสาธิตการตรวจสภาพความพร้อมรบ การฝึกปีนหน้าผากลางแจ้ง การฝึกหมู่ปืนเล็กในการเข้าตีและตั้งรับ โดยประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ สถานีวัตถุระเบิดและการทำลาย การฝึกการใช้อากาศยานไร้คนขับ การฝึกซุ่มโจมตีขบวนยานยนต์ ตลอดจนกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำของนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งสะท้อนการพัฒนาทักษะทางทหารควบคู่การปลูกฝังวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบต่อสังคม

@@@……การฝึกภาคสนามดังกล่าวดำเนินการโดย หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ผ่านศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และความเข้าใจในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงผ่านการปฏิบัติจริง ให้นักศึกษาวิชาทหารได้นำความรู้จากการฝึกภาคปกติมาประยุกต์ใช้ในภูมิประเทศจริง เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นหมู่คณะ และความพร้อมในฐานะกำลังสำรองของกองทัพบก ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังพลทุกระดับ โดยเฉพาะระดับเยาวชน มุ่งยกระดับมาตรฐานการฝึกให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลง พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการฝึก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักศึกษาวิชาทหารตลอดการฝึก ควบคู่การปลูกฝังวินัย คุณธรรม และจิตสาธารณะ เพื่อสร้างกำลังสำรองที่มีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศในอนาคต

@@@……ในช่วงบ่าย ผู้บัญชาการทหารบกและคณะเดินทางไปยังกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กรมทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานตามแนวชายแดน จากกองกำลังสุรสีห์ หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ และหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ 17 พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ และร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อเสริมสร้างความร่มรื่นและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายในหน่วย ซึ่งผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้หน่วยตามแนวชายแดนดำรงความพร้อมรบในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึก และระบบการข่าว ตลอดจนการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบตามกรอบกฎหมาย เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งการเตรียมกำลังพลและกำลังสำรองที่มีคุณภาพ เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

@@@……กองทัพอากาศ จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ (Friendship Flight) ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles ของ Republic of Korea Air Force ในโอกาสเดินทางกลับจากการเข้าร่วมงาน Saudi Arabia Air Show 2026 และแวะจอดพักค้างคืน ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์ความสง่างามของ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ณ ดอยอินทนนท์ ผ่านภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเผยแพร่ไปสู่ระดับสากล

@@@……ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินขับไล่และฝึก แบบที่ 2 (T-50TH) จำนวน 2 เครื่อง จากฝูงบิน 401 กองบิน 4 ร่วมทำการบินฝึกกับอากาศยานแบบ T-50B จำนวน 8 เครื่อง ของฝูงบิน Black Eagles Team โดยมีกิจกรรมสำคัญคือการแลกเปลี่ยนนักบินร่วมสังเกตการณ์ในตำแหน่งที่นั่งหลังของอากาศยานทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน นอกจากกิจกรรมภาคอากาศ กองทัพอากาศได้จัดอากาศยานโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) จากฝูงบิน 411 ร่วมจัดแสดงภาคพื้นประกอบกำลังกับอากาศยานของทั้งสองฝ่าย เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน

@@@……ความสำเร็จของกิจกรรม Friendship Flight ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายผลความร่วมมือจากการประชุมระดับผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญยิ่ง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงที่แน่นแฟ้น ตลอดจนเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีสืบไป.
…………..
คอลัมน์ : “Military Key”
โดย.. “รหัสมอร์ส”




















