“…..สมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ….”
@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 28 ก.พ.69 ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สภาพอากาศว่าร้อนแล้ว ยังสู้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงร้อนระอุต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
@@@……กองทัพบก….พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint statement) ดังนี้

@@@……1. กรณีที่ นายปรักกล่าวว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นมีความเปราะบาง และเรียกร้องให้ไทยมีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด” โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) มิได้มีความเปราะบางดังที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอ้าง หากแต่เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้ตกลงร่วมกัน มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ หากทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงใจ
@@@……ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบยอมรับร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่มีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติ, การแสดงพฤติกรรมยั่วยุของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้า ตลอดจนการไม่แสดงเจตนารมณ์อย่างจริงใจในการร่วมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน นอกจากนี้ การที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมากล่าวถ้อยแถลงในลักษณะดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ และไม่เอื้อต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง
@@@……2. กรณีที่ระบุว่า “การปฏิบัติงานของทหารไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลให้พลเรือนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม” โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า หลายแห่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำมายาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิเสธและไม่ยอมรับมาโดยตลอด สำหรับในบางพื้นที่ ในช่วงที่มีสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ ที่กัมพูชาใช้โจมตีทำร้ายทหารและพลเรือนฝ่ายไทย จึงถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อยับยั้งการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีจากฝ่ายไทย ซึ่งต่อมาภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงกัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”
@@@……ส่วนการวางเครื่องกีดขวางด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนามนั้น ก็เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันในพื้นที่ สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาต้องเป็นผู้พลัดถิ่น 650,000 นั้น เป็นตัวเลขที่ดูเกินเลยความเป็นจริงไปมาก เพราะในช่วงที่ทั้งไทยและกัมพูชา มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน ฝ่ายไทยได้พยายามจำกัดวงการใช้อาวุธให้อยู่ในขอบเขตเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ที่มีผลต่อการคุกคามฝ่ายไทยเท่านั้น การใช้อาวุธจะมีเป้าหมายอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่บริเวณแนวชายแดนเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อประชาชนกัมพูชาในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่สามารถกลับบ้านได้มีจำนวนสูงถึง 80,000 คนนั้น เป็นเรื่องเท็จ โดยเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน ซึ่งในข้อเท็จจริง ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านหลักในจังหวัดสระแก้ว จะมีเพียงไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นจำนวนบุคคล จะมีเพียงหลักพันคนเท่านั้น ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นประชาชนกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย
@@@……จากการที่ไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต ในสมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เป็นผู้ที่บุกรุก หรือผู้รุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย ดังนั้น แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะออกมากล่าวให้ร้ายฝ่ายไทยต่อเวทีนานาชาติต่อกรณีดังกล่าว กัมพูชาควรหันกลับไปดำเนินการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนกัมพูชาของตนจะดูเหมาะสมกว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล ให้เหมือนที่ประเทศไทยเคยดูแลพี่น้องผู้อพยพชาวกัมพูชาเมื่อครั้งในอดีต
@@@……จากเหตุการณ์ทั้งในครั้งนี้และที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้กัมพูชาทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดความน่าเชื่อถือของไทย หรือนำข้อมูลเพื่อรับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ร่วมกันไว้ จึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการให้ข้อมูลซ้ำเดิมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศ ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น จึงควรหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจภายใต้กลไกทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์

@@@……ตรวจเยี่ยมงานด้านกำลังพล ทภ.1….พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมงานด้านกำลังพลในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ช่วงเช้า ณ กองพลรบพิเศษที่ 1 จังหวัดลพบุรี โดยมี พล.ต.เสด็จ อาคะจักร ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ให้การต้อนรับ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมกำลังพลที่เจ็บป่วยและได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ณ บ้านพักภายในค่าย เพื่อให้กำลังใจ พร้อมหารือกับครอบครัวในการวางแผนแนวทางการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงในอนาคต โดยมุ่งหวังให้กำลังพลทั้งที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง กำลังพลทุพพลภาพ ตลอดจนครอบครัว สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ ภายใต้การดูแลของกองทัพบกอย่างต่อเนื่อง
@@@……กำลังพลที่เข้าเยี่ยม ได้แก่ ร้อยโท เกียรติวงศ์ สถาวร หรือหมวดบุ๊ค สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 2 ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาขวาขาดจากภารกิจเจาะทำลายสนามทุ่นระเบิดของกัมพูชา บริเวณเนิน 350 ปราสาทตาควาย จ่าสิบเอก สำราญ สมานทอง กองพันปฏิบัติการพิเศษ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดของฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันยังคงเข้ารับการรักษาและทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และสิบเอก ต้าน สีใส กองร้อยจู่โจม กองพันจู่โจม ได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาจากสะเก็ดลูกระเบิด ระหว่างปฏิบัติการยึดคืนภูมะเขือ ขณะนี้พักรักษาตัวที่บ้านพัก นอกจากนี้ คณะได้พบปะครอบครัวของ พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง สังกัดกองพันจู่โจม ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ระหว่างนำรถถังยิงสนับสนุนการเข้าตีของหน่วย บริเวณสมรภูมิเนิน 500 โดยได้เน้นย้ำการดูแลสิทธิประโยชน์และการช่วยเหลือในระยะยาว เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงและก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

@@@……ต่อมา คณะเดินทางไปยัง กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี พล.ต. พิทยากูล โพธิสุวรรณ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 และ พล.ต. เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ให้การต้อนรับ พร้อมเข้าเยี่ยมกำลังพลสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จำนวน 4 นาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พื้นที่บ้านหนองจาน ได้แก่ ร้อยโท ฤขิต สุราวงศ์ ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ด RPG บริเวณคางและแขนซ้าย จ่าสิบโท พรมมินทร์ ชะอุ่มฤทธิ์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาซ้ายจากอาวุธ ค. ของฝ่ายตรงข้าม พลทหาร ธนากร ทนดี และพลทหาร กฤษฎา เชือกรัมย์ ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธ ค. เช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างพักฟื้นในความดูแลของหน่วยและแพทย์ทหาร
@@@……พร้อมกันนี้ ได้ตรวจเยี่ยมครอบครัวของ จ่าสิบเอก อรรถสิทธิ์ จันทรคุปต์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกำลังพลที่ไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อมีสถานการณ์ และมีบุตรพิการและทุพพลภาพ โดยกองทัพบกได้ให้ความช่วยเหลือเข้าร่วมโครงการตามมาตรา 35 และมอบหมายให้หน่วยต้นสังกัดดูแลครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มกำลัง การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความห่วงใยของผู้บัญชาการทหารบกและผู้บังคับบัญชาทุกระดับที่มีต่อกำลังพลและครอบครัว ยืนยันว่ากองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลกำลังพลทั้งในยามปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อได้รับผลกระทบจากภารกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

@@@……กองทัพบกต้อนรับแม่ทัพน้อยสหรัฐฯ ….พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ พล.ท.แมทธิว แมคฟาร์เลน (Matthew McFarlane) แม่ทัพน้อยที่ 1 กองทัพบกสหรัฐฯ และคณะ ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือความร่วมมือทางทหารระหว่างกัน ยกระดับการฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold, Hahuman Gardian และความร่วมมือด้านการพัฒนาหน่วยยานเกราะล้อยาง Stryker ระหว่างการหารือ กองทัพบกได้ขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้เกียรติเดินทางมาร่วมการฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold แสดงออกถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงที่เข้มแข็ง และความตั่งใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลร่วมกัน ให้ความสำคัญกับการบูรณาการเทคโนโลยีทางทหารในปฏิบัติการรบหลายมิติ โดยเฉพาะสงครามไซเบอร์และอวกาศ อีกทั้งยังกล่าวถึงการฝึกผสม Hanuman Guardian ที่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และช่วยพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล โดยเฉพาะการฝึกใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ
@@@……ด้านยานเกราะล้อยาง Stryker กองทัพบกได้แสดงความขอบคุณต่อกองทัพสหรัฐฯ ที่สนับสนุนยานเกราะล้อยางภายใต้โครงการ EDA (Excess Defense Articles) จำนวน 17 คัน ซึ่งจะมีพิธีมอบในห้วงพิธีปิดการฝึก Hanuman Guardian 2026 พร้อมส่ง Stryker Brigade Combat Team มาช่วยฝึกสอนด้านเทคนิคการใช้งาน การบำรุงรักษา และยุทธวิธีการรบแบบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาหน่วยยานเกราะล้อยางของกองทัพบก
@@@……ผู้บัญชาการทหารบกได้แสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมยืนยันว่ากองทัพบกยึดมั่นในการปฏิบัติการเพื่อรักษาอธิปไตยตามหลักการสากลของการป้องกันตนเอง โดยได้ขอให้สหรัฐฯ สนับสนุนกองทัพบกและเชื่อมั่นในแนวทางการดำเนินการอย่างสันติวิธี ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้แสดงความชื่นชมที่กองทัพบกปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และกล่าวแสดงความภาคภูมิใจที่มีประเทศไทยเป็นพันธมิตรมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ โดยสหรัฐฯ ยังมองว่ากัมพูชาไม่ได้ทำตามกติกา และชื่นชมกองทัพไทยที่ใช้ความอดกลั้นและมีความเหนือกว่าในการรับมือต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
@@@……กองทัพอากาศจัดพิธีส่งหน่วยบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวงกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน” เร่งบรรเทาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนในเขื่อนกักเก็บน้ำ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พี่น้องประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำอุปโภค โดยกองทัพอากาศจะเริ่มวางกำลัง ณ ฐานปฏิบัติการกองบินต่าง ๆ ทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย อีกทั้งสนับสนุนฐานปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 12 ฐานบิน

@@@……โดยมี พล.อ.อ. ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีส่งหน่วยบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวงกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรด้านวิชาการ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงของกองทัพอากาศ เข้าร่วมในพิธี ณ โรงเก็บอากาศยานฝูงบิน 601 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการนำขีดความสามารถและทรัพยากรของกองทัพอากาศ มาใช้ช่วยเหลือประชาชน กองทัพอากาศตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น เราจึงได้จัดเตรียมอากาศยาน บุคลากร และอุปกรณ์สนับสนุนเพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรอย่างเต็มกำลัง ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ หรือเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยมุ่งหวังที่จะเติมน้ำในเขื่อน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ป่าไม้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน ภารกิจของเราไม่ได้มีเพียงการป้องกันน่านฟ้า แต่คือการใช้ขีดความสามารถที่มี เพื่อดูแลความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพของคนไทย เพราะเราคือกองทัพอากาศที่เคียงข้างประชาชน

@@@……สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อสลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ในวันที่สภาพอากาศปิด ลมสงบ จนทำให้ฝุ่นสะสมตัวหนาแน่น กองทัพอากาศจะส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67) ปฏิบัติการบินโปรยสารฝนหลวงน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) เพื่อเจาะช่องชั้นบรรยากาศ หรือกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของอากาศ ช่วยระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเบื้องบนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางโดยวางกำลัง ณ กองบิน 46 ใช้สารฝนหลวงน้ำแข็งแห้งจากโรงผลิตสารฝนหลวงน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ตามพระราชดำริก่อสร้างแล้วเสร็จและติดตั้งพร้อมใช้งาน ของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งพร้อมเคลื่อนย้ายกำลังตามพื้นที่ปฏิบัติการเมื่อได้รับการประสานจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
…………..
คอลัมน์ : “Military Key”
โดย.. “รหัสมอร์ส”




















